วันนั้น เสิ่นจิงหานกลับมาจากท้องพระโรง
“ข้าส่งคนไปรับท่านแม่กลับเมืองหลวงแล้ว” เสิ่นจิงหานยกชาที่เย็นชืดบนโต๊ะขึ้นจิบ “ข้าส่งจดหมายไปหาซ่างหมั่นด้วย”
ซ่งจื้ออี้ถาม “ซ่างหมั่นจะกลับมาเมื่อไรหรือ?”
“คดีของเฉิงจือเหยี่ยนยังไม่สิ้นสุด พวกที่เหลือยังซ่อนตัวอยู่ในเงามืด สมุดบัญชีฉบับสำเนายังอยู่กับซ่างหมั่น ให้อยู่หลิงหนานปลอดภัยที่สุด รอให้เมืองหลวงสะอาดหมดจดเสียก่อน ข้าค่อยรับเขากลับมาเข้าเรียนในสำนักศึกษาของทางการ”
ซ่งจื้ออี้พยักหน้า
นางรู้ดีเหลือเกินว่าแรงสะเทือนหลังการกวาดล้างทางการเมืองครั้งนี้น่ากลัวเพียงใด
“แล้วเจ้าล่ะ?” เสิ่นจิงหานวางถ้วยชา สายตาจับอยู่บนใบหน้านาง “ช่วงนี้ต้องรับมือกับฮูหยินพวกนั้น เหนื่อยหรือไม่?”
“ไม่ใช่เหนื่อย แต่เบื่อต่างหาก” ซ่งจื้ออี้เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ถอนหายใจ “ทุกวันเอาแต่คุยว่าผ้าไหมของบ้านไหนดี เครื่องประดับของบ้านไหนเป็นของใหม่ ข้าอยู่แต่ในเรือนนี้จนกระดูกจะแข็งเป็นสนิมอยู่แล้ว”
นางเงยหน้ามองเสิ่นจิงหาน “ข้าอยากตั้งเพิงตรวจรักษาฟรี”
เสิ่นจิงหานไม่พูดอะไร
“ข้ารู้กฎดี” ซ่งจื้ออี้รีบเสริม พลางชูสามนิ้ว “ข้อแรก ข้าจะไม่ออกไปให้ใครเห็นหน้า ตั้งเพิงไว้ตรงประตูข้างจวนเสิ่น แขวนม่านไม้ไผ่ แล้วข้าจะสวมหมวกคลุมหน้า ข้อสอง ข้าจะไม่จับชีพจรและไม่สั่งยา แค่สอนชาวบ้านยากจนให้รู้จักสมุนไพร กับวิธีพันแผลเบื้องต้น ข้อสาม ข้าจะไม่อ้างชื่อจวนอัครมหาเสนาบดีเพื่อหาผลประโยชน์เด็ดขาด”
นางเป็นคนยุคปัจจุบัน แต่ไม่ได้โง่
ในสังคมศักดินาที่ราชอำนาจอยู่เหนือทุกสิ่งเช่นนี้ ฮูหยินตราตั้งชั้นหนึ่งออกไปตรวจรักษาคนกลางถนน ก็เท่ากับผลักเสิ่นจิงหานขึ้นไปย่างบนกองไฟ
การประนีประนอมคือก้าวแรกของการเอาตัวรอด
เสิ่นจิงหานมองท่าทางจริงจังของนาง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ
“ไปเถอะ” เสิ่นจิงหานกล่าว “ขาดสมุนไพรอะไรก็ให้เหล่าเซวี่ไปซื้อ”
ดวงตาซ่งจื้ออี้เป็นประกาย “ท่านไม่กลัวผู้ตรวจการฎีกากล่าวโทษว่าท่านปกครองครอบครัวไม่เข้มงวดหรือ?”
“ฎีกาที่พวกเขายื่นกล่าวโทษข้า กองรวมกันก็เต็มห้องทรงพระอักษรไปครึ่งห้องแล้ว” เสิ่นจิงหานลุกขึ้นยืน จัดแขนเสื้อให้เรียบร้อย “เพิ่มอีกฉบับก็ไม่เป็นไร”