ซ่งจื้ออี้พุ่งตัวเข้าไปในดงต้นกก
น้ำสูงท่วมถึงน่อง โคลนทั้งเปียกทั้งหนัก
เธอชักมีดพร้าออกมา เลือกต้นกกแห้งที่มีขนาดรอบลำต้นเท่าข้อมือ
เธอสังเกตแนวเส้นใยของต้นกก แล้วฟันเฉียงลงไปทำมุมสี่สิบห้าองศา
“เคร้ง”
ง่ามนิ้วระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชาชาไปหมด
“กร๊อบ” มันขาดออกจากกัน
ไม่ถึงหนึ่งเค่อ หน้าอกของเธอก็เริ่มร้อนผ่าว ลมหายใจมีกลิ่นคาวเลือดปะปน
ขอบใบของต้นกกป่าคมกริบ เผลอแค่ครู่เดียวก็เฉือนหลังมือเธอจนเป็นแผลหลายรอย
กลางฝ่ามือขวาพองเป็นตุ่มน้ำ ตามด้วยด้ามมีดที่ลื่นหลุดมือ เสียดสีจนตุ่มน้ำแตกทันที น้ำเหลืองปนเลือดซึมออกมา
เจ็บ เจ็บปวดราวกับแทงลึกถึงขั้วหัวใจ
ซ่งจื้ออี้สะบัดมือสองสามที ก่อนฉีกชายกระโปรงเป็นแถบผ้า พันมือขวากับด้ามมีดไว้แน่น
ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน บาดแผลแบบนี้เข้าขั้นสัญญาณเตือนของโรคบาดทะยักชัด ๆ
ขั้นตอนการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักผุดขึ้นมาในหัว แต่ในมือเธอยังคงฟันมีดต่อไปอย่างไม่ลังเล
หยุดไม่ได้
หยุดเมื่อไรก็ตายเมื่อนั้น
เธอต้องเลือกฟันเฉพาะต้นกกที่แห้งและลำต้นใหญ่ด้วย แพถึงจะลอยน้ำได้ดีพอ
ต้องทำให้ทันก่อนยามเซิน
เอาชีวิตรอด สองคำนี้เหลืออยู่ในหัวเธอเท่านั้น
ในกระท่อมผุพังอากาศร้อนอบอ้าว
เสิ่นจิงหานพิงอยู่ตรงมุมกำแพง ลมหายใจแผ่วเบา
มีเสียงดังมาจากลานบ้าน
เจ้าหูยังไม่หลับสนิท
คนที่ทำงานสกปรกจนชิน ย่อมระแวดระวังฝังอยู่ในกระดูก
เขาพลิกตัวลงจากเตียง สวมรองเท้าแบบลวก ๆ แล้วเดินออกไปยังลานบ้าน
เสียงฝีเท้าหยุดอยู่หน้าประตูห้อง
ผ่านบานประตูบาง ๆ เสียงหายใจหนัก ๆ ของเจ้าหูดังเข้ามา
เขากำลังฟังความเคลื่อนไหวด้านใน
ในห้องเงียบเกินไป
มือของเจ้าหูแตะลงบนกลอนประตู
เสิ่นจิงหานปรือตาลงครึ่งหนึ่ง หน้าอกหดเกร็งฉับพลัน
“แค่ก... แค่ก ๆ ๆ!”
เสียงไออย่างรุนแรงดังก้องขึ้นในห้อง
เขาไอไปพลาง ใช้แขนซ้ายกวาดพื้นข้างตัวอย่างแรงจนชามกระเบื้องบิ่นคว่ำลง