เวลาสามวันผ่านไปในพริบตา
ยามเย็นของวันที่สี่ ณ ลานหลังหอจี้เหริน
ซ่งจื้ออี้ เย่จิ่วเหนียง หู่จื่อ และอากุ้ย บ่าวประจำหอจี้เหริน ทั้งสี่นั่งล้อมโต๊ะกัน
อากุ้ยเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน “เถ้าแก่เนี้ย ฮูหยินเสิ่น เด็กเก็บยาที่ชื่อปั้นเซี่ยออกไปข้างนอกทุกวันในยามเซินตลอดสามวันที่ผ่านมา สองวันแรกเขาไปบ่อนพนันที่ตลาดตะวันตก เสียเงินไปสิบกว่าตำลึง เขาเป็นแค่เด็กเก็บยา เงินเดือนเดือนหนึ่งมีแค่สองตำลึง จะเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหน?”
หู่จื่อรายงานต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “พี่ซ่ง วันนี้ตอนบ่ายเขาไม่ได้ไปบ่อนพนัน แต่ไปหอสุราฟูรุ่ยทางใต้ของเมือง ไม่ได้นั่งดื่มชาที่ชั้นหนึ่ง แต่ตรงเข้าไปยังลานหลังร้าน ข้าให้ขอทานตัวน้อยแอบฟังอยู่ข้างกำแพง เห็นเขาอยู่ข้างในราวหนึ่งก้านธูป พอออกมาแขนเสื้อก็ตุงเหมือนยัดแท่งเงินเอาไว้”
ซ่งจื้ออี้ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ
“หอสุราฟูรุ่ย...” เย่จิ่วเหนียงขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน “จื้ออี้ ข้าจำได้ว่าตอนร้านหนานเหอถูกยึด มีทรัพย์สินอยู่หลายแห่งที่ไม่ถูกลากไปพัวพัน เพราะจดไว้ในชื่อคนอื่น หอสุราฟูรุ่ยแห่งนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น!”
เบาะแสเชื่อมโยงกันแล้ว
พวกตกค้างของร้านหนานเหอใช้หอสุราฟูรุ่ยเป็นฐาน พวกมันติดสินบนปั้นเซี่ย เด็กเก็บยาของสำนักหมอหลวงที่ติดพนัน ให้นำซีซินไปปะปนในสมุนไพรที่ส่งไปยังจวนเสิ่น
วางยาพิษอย่างช้า ๆ
ไร้เลือด ไร้ร่องรอย
เมื่อซ่งจื้ออี้หมดเรี่ยวแรงจนสิ้นใจ หมอหลวงก็คงวินิจฉัยเพียงว่าพิษไอหมอกกำเริบ รักษาไม่หายจนเสียชีวิต
“พวกหนูสกปรกที่ซ่อนอยู่ตามร่องน้ำนี่!” เย่จิ่วเหนียงกัดฟันกรอด “จื้ออี้ ข้าจะพาคนไปถล่มหอสุรานั่นเดี๋ยวนี้!”