ราตรีมืดมิดราวผืนผ้าดำผืนมหึมาที่คลุมลงมา
ซ่งจื้ออี้พยุงเสิ่นจิงหานลงไป ทั้งแบกทั้งลาก
ทางลาดชัน วัชพืชขึ้นรกจนเกี่ยวขา ทั้งสองจึงเดินได้อย่างเชื่องช้า
ลมหายใจของเสิ่นจิงหานหนักหน่วง เดินไปสามก้าวก็ต้องหยุดพักหอบสักครั้ง
บาดแผลบนแผ่นหลังยังคงซึมเลือด เนื้อผ้าชุดนักโทษแนบติดกับเนื้อหนังจนแข็งกระด้าง
“อีกไกลแค่ไหน” เสิ่นจิงหานถาม
“ใกล้แล้ว หุบปาก ประหยัดแรงไว้” ซ่งจื้ออี้ก้มมองทาง
เมื่อลงมาถึงเชิงลาด ความชื้นก็ปะทะใบหน้า
ซ่งจื้ออี้จัดให้เสิ่นจิงหานนั่งพักบนกอหญ้าแห้ง จากนั้นหันไปแหวกกออ้อสูงท่วมหัว แล้วลากแพอ้อที่ซ่อนไว้ออกมา
“ลอยน้ำได้หรือ” เสิ่นจิงหานมองลำอ้อที่มัดไว้เบี้ยว ๆ
“ถ้าไม่พอใจก็เดินกลับไปมอบตัวที่ถนนหลวงเสียตอนนี้เลย” ซ่งจื้ออี้สวนกลับอย่างหงุดหงิด ก่อนก้มลงผลักแพ “ลงน้ำ”
เสิ่นจิงหานไม่พูดอะไร เขาใช้ดาบค้ำยันตัวลุกขึ้น
เมื่อเดินไปถึงริมน้ำ เขาชะงักไปเล็กน้อย
บาดแผลโดนน้ำ ในที่รกร้างไร้ยาเช่นนี้ไม่ต่างจากรนหาที่ตาย
“ข้าดึงท่านเอง” ซ่งจื้ออี้ก้าวขึ้นแพก่อน
แพยวบลงทันที นางหันกลับไปยื่นมือซ้ายข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บให้เขา
เสิ่นจิงหานมองมือที่ยื่นค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะจับไว้
อาศัยแรงดึง เขาจึงนั่งลงที่ท้ายแพได้อย่างมั่นคง
แพโคลงไหวตามแรง แต่ยังรับน้ำหนักไหว
ซ่งจื้ออี้หยิบไม้ไผ่ยาวที่เตรียมไว้ก่อนแล้วขึ้นมา ปักลงในโคลนก้นแม่น้ำแล้วออกแรงดัน
“ไปกันเถอะ”
แพเคลื่อนออกจากฝั่ง ลอยเข้าสู่ลำน้ำมืด
กออ้อสองฟากเอนเข้าหากัน กลืนเส้นทางที่พวกเขาจากมาเสียจนมิด