ซูหมิงหย่วนรีบลุกขึ้นยืน “จิงหาน ว่ามาเลย”
“เจ้ารีบไปแจ้งเรื่องที่กรมขุนนาง ตำแหน่งบรรณาธิการแห่งสำนักหานหลินของเจ้า แม้ฝ่าบาทจะไม่ได้กล่าวถึงในราชโองการ แต่เมื่อเฉิงจือเหยี่ยนล้มลง คดีของเจ้าก็ย่อมได้รับการรื้อฟื้น” แววตาของเสิ่นจิงหานลุ่มลึก “ไปรับภรรยากับลูกกลับมา”
ดวงตาของซูหมิงหย่วนแดงก่ำอีกครั้ง เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ซูหมิงหย่วนรีบร้อนวิ่งออกไปจนแทบสะดุดล้ม
ในลานเหลือเพียงเสิ่นจิงหาน ซ่งจื้ออี้ และเหล่าเซวี่
ซ่งจื้ออี้มองใบหน้าซีดขาวของเสิ่นจิงหานแล้วถอนหายใจ “ท่านอัครมหาเสนาบดี ตอนนี้กลับไปนอนในห้องได้หรือยัง? ถ้าแผลที่หลังปริอีก ข้าคงช่วยอะไรไม่ได้แล้วจริง ๆ”
เสิ่นจิงหานไม่ได้โต้แย้ง ปล่อยให้ซ่งจื้ออี้ประคองลุกขึ้น
เมื่อเข้าไปในโถงหลัก เสิ่นจิงหานก็นอนคว่ำลงบนกองฟาง
ซ่งจื้ออี้แก้ผ้าพันแผลของเขาแล้วตรวจดูบาดแผล
“ไม่ปริ” ซ่งจื้ออี้ถอนหายใจโล่งอก “ยังดีที่ยอมเชื่อฟัง”
นางใช้น้ำอุ่นเช็ดคราบเลือดรอบบาดแผลให้เขา
มือของนางเบามาก
“ซ่งจื้ออี้” เสิ่นจิงหานนอนคว่ำอยู่ น้ำเสียงอู้อี้
“อะไร?”
“พอกลับไปจวนเสิ่นแล้ว กฎระเบียบจะมากมาย” เสิ่นจิงหานกล่าว “จะมีสายตาหลายคู่จับจ้องเจ้า ฮูหยินผู้มีบรรดาศักดิ์จากแต่ละตระกูล รวมถึงครอบครัวของขุนนางในราชสำนัก จะพากันมาเยี่ยม”
มือของนางชะงักไป
นางเป็นคนยุคปัจจุบัน แม้แต่ท่าคารวะของคนโบราณยังทำไม่เป็น
จะให้นางไปดื่มชาพูดคุยกับเหล่าฮูหยินหัวโบราณ แล้วแย่งชิงอำนาจในเรือนกันหรือ?
“ข้าแกล้งป่วยได้ไหม?” ซ่งจื้ออี้ถาม
“ไม่ได้”
“งั้นข้าไล่พวกนางออกไปได้ไหม?”
“ไม่ได้”
ซ่งจื้ออี้โยนผ้าขนหนูลงในอ่าง น้ำกระเซ็นไปทั่ว “เสิ่นจิงหาน คืนตำแหน่งนี้ไปเถอะ ข้าไม่เป็นฮูหยินอัครมหาเสนาบดีแล้ว ข้าจะกลับไปทำไร่ที่หลิงหนาน”
