รถม้าหลังคาผ้าสีเขียวแล่นบดผ่านถนนหินเขียวขรุขระเป็นหลุมบ่อในเมืองหลวง เพลารถส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุ้มต่ำ
ภายในรถม้า ซ่งจื้ออี้อาศัยแสงยามเช้าอันริบหรี่ที่ส่องลอดเข้ามา ยื่นมือไปดึงคอเสื้อของเสิ่นจิงหานให้เข้าที่ แล้วลูบรอยยับบนเสื้อขาวจนเรียบ
ปลายนิ้วสัมผัสผ้าพันแผลหนาเตอะใต้เสื้อตัวในของเขา
“นี่นับเป็นอุบัติเหตุจากการทำงานหรือเปล่า?” ซ่งจื้ออี้ชักมือกลับ ก่อนจะล้วงห่อกระดาษน้ำมันออกมาจากแขนเสื้อ แกะออกแล้วหยิบน้ำตาลก้อนยัดเข้าปากเสิ่นจิงหานทันที
เสิ่นจิงหานงับไว้ตามสัญชาตญาณ คิ้วขมวดเข้าหากัน
รสหวานจัดจนเลี่ยนแผ่ซ่านไปทั่วปาก
“น้ำตาลอ้อยน่ะ” ซ่งจื้ออี้ปัดเศษน้ำตาลออกจากมือ “ท่านเสียเลือดไปมาก เดี๋ยวถ้าเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำแล้วเป็นลมกลางท้องพระโรง ภาพลักษณ์ก็พังไม่เหลือชิ้นดีเลยนะ”
เสิ่นจิงหานไม่ได้ถามว่า “น้ำตาลในเลือดต่ำ” กับ “ภาพลักษณ์” หมายถึงอะไร
ปลายลิ้นของเขาแตะก้อนน้ำตาล รับรู้รสหวานที่ค่อย ๆ ละลายไหลลงคอ แล้วช่วยกดคลื่นปั่นป่วนในท้องให้สงบลงได้บ้าง
“นับเป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน” เสิ่นจิงหานมองนาง “ไว้ค่อยไปเบิกเงินกับฮ่องเต้”
ซ่งจื้ออี้หัวเราะออกมา
ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ผู้ชายคนนี้จะเริ่มรับมุกสมัยใหม่ของนางได้แล้ว
นางพิงผนังรถม้า มองเสิ่นจิงหาน
“เสิ่นจิงหาน”
“อืม”
“เข้าไปแล้วอย่าฝืนตัวเองล่ะ” ซ่งจื้ออี้ลดเสียงลง “ถ้าเฉิงจือเหยี่ยนจนตรอกแล้วดิ้นรนขึ้นมา ก็หลบให้ดี ซูหมิงหย่วนกับองค์รัชทายาทก็อยู่ ฟ้าถล่มลงมาก็ยังมีคนตัวสูงคอยรับอยู่ ตอนนี้ท่านเปราะบางจะตาย อย่าเข้าไปแลกหมัดกับใคร”
“ได้”
รถม้าหยุดตรงหัวมุมถนน ห่างจากประตูอู่เหมินไปสองช่วงถนน
เหล่าเซวี่เคาะผนังรถม้าจากด้านนอก “ท่านอาจารย์ ฮูหยิน ข้างหน้ามีทหารรักษาพระองค์ตั้งด่าน รถม้าไปต่อไม่ได้แล้วขอรับ”
เสิ่นจิงหานเลิกม่านขึ้น
ซ่งจื้ออี้กระโดดลงจากรถตามเขา
ลมสารทพัดใบไม้ร่วงปลิวมา ความหนาวเย็นเสียดแทงถึงกระดูก
นางกระชับผ้าคลุมเนื้อหยาบบนตัว แล้วชี้ไปยังต้นไหวโบราณข้างทางที่ต้องใช้คนหลายคนโอบจึงจะรอบ
