ชิงเฟิงทุบอกพลางคร่ำครวญว่า “จะดีได้อย่างไร ศิษย์พี่อวี้จีผู้นั้นเป็นคนเช่นไรกัน? นางใจคับแคบที่สุด หากต้องรับโทษเพราะพวกเรา ภายหลังนางจะไม่จับพวกเราสองคนทรมานฆ่าเป็นพันครั้งรึ?”
“หากเป็นโทษเบาก็แล้วไป แต่ถ้าโทษหนัก ข้ารับรองได้ว่าพวกเราสองคนต้องตายแน่”
จางผิงอันตกใจจนตัวสั่น พูดตะกุกตะกักว่า “แต่ว่า ท่านชิงเฟิง ข้ายังไม่เข้าใจ อวี้จีไม่กลัวอาจารย์อาโกรธรึ? นางถูกลงโทษแล้ว เหตุใดจึงกล้ากลับมาแก้แค้นพวกเรา?”
“เจ้าน่ะ ยังอ่อนหัดอยู่” ชิงเฟิงส่ายหน้าอย่างแรง “ความคิดเช่นนี้ของเจ้าช่างไร้เดียงสานัก ไม่รู้เลยว่าจิตใจคนช่างเลวร้าย… บางคนใจคับแคบ จะทำเรื่องใดก็ทำได้ทั้งนั้น”
“อีกอย่าง หากนางต้องการชีวิตเล็ก ๆ ของพวกเราสองคน ก็ไม่จำเป็นต้องลงมือเองด้วยซ้ำ”
“เพียงหาใครสักคน ยามวิกาลแอบเข้าไปในหอคัมภีร์ของพวกเรา ฟันทีละคน ก็จบชีวิตพวกเราเสียแล้ว ใครจะรู้ว่าเป็นฝีมือผู้ใด?”
“ข้าเป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่ง ส่วนเจ้าน่ะ สู้มดปลวกก็ไม่ได้ แมลงกระจอกงอกง่อยสองตัวตายไปบนยอดเขา ไม่มีผู้ใดสนใจเลย…”
จางผิงอันครานี้เข้าใจแจ่มแจ้งจริง ๆ ทั้งหวาดกลัวและกระวนกระวายใจ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ลืมกล่าวประจบประแจง เขาชูนิ้วหัวแม่มือขึ้นว่า “ท่านชิงเฟิงช่างยอดเยี่ยมนัก มองสิ่งใดก็ทะลุปรุโปร่ง ข้าต้องศึกษาเอาเยี่ยง”
ท่าทางชิงเฟิงย่ำแย่ “ทะลุปรุโปร่งอะไรกัน ชีวิตน้อย ๆ แทบเอาตัวไม่รอดแล้ว ยังทะลุปรุโปร่งอีก? ย้อนไปคราวก่อน ข้าเองก็ไร้เดียงสาเหมือนเจ้า ภายหลังพบเห็นมามาก จึงเข้าใจเอง โลกนี้จิตใจคนช่างเลวร้าย บนผิวเผินเจ้าดูไม่ออกเด็ดขาด รอให้เจ้าตกลงไปในบ่อ เห็นก้อนหินถูกโยนทิ้งลงมาราวกับสายฝน เจ้าก็จะเข้าใจทุกสิ่ง…”