ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นมา อันหนิงหันไปมองโจวเนี่ยนโดยไม่รู้ตัว และดวงตาของลูกสาวก็มองมาพอดี
สายตาของแม่ลูกสบกันกลางอากาศ ไม่มีใครพูดอะไร แต่ต่างก็อ่านสิ่งที่อยู่ในดวงตาของอีกฝ่ายออก
กลับไป
เดี๋ยวนี้เลย
ปล่อยให้พวกเขารออยู่ข้างล่าง
อันหนิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนยกโทรศัพท์แนบหูอีกครั้ง น้ำเสียงของเธอสงบนิ่งลงแล้ว
“ขอโทษนะคะคุณครู ตอนนี้ฉันกับโจวเนี่ยนอยู่บ้านคุณยายของเธอ อยู่ค่อนข้างไกลจากที่นั่น แต่เดี๋ยวเราจะเรียกแท็กซี่กลับไปเลย น่าจะใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมง คงต้องรบกวนให้พวกคุณรอสักหน่อยนะคะ”
ปลายสายรีบตอบว่า “ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร” น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นและจริงใจ
“พวกเราจะรออยู่ตรงนี้ คุณไม่ต้องรีบนะครับ ระหว่างทางก็ระวังความปลอดภัยด้วย”
ทั้งสองฝ่ายนัดพบกันที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านในอีกหนึ่งชั่วโมงครึ่ง อันหนิงจึงวางสาย
เธอเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า ก้มลงหยิบกระเป๋าของตัวเอง มืออีกข้างจับมือโจวเนี่ยนไว้ ไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ก่อนตรงไปยังประตู
ห้องนั่งเล่นยังคงเงียบราวกับป่าช้า ทุกคนเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่
อันหนิงเดินไปถึงหน้าประตู เปลี่ยนรองเท้าอย่างรวดเร็ว ตอนดึงประตูเปิด มือของเธอชะงักอยู่บนลูกบิดครู่หนึ่ง
เธอไม่ได้หันกลับไป เพียงเอียงหน้าเล็กน้อย เสียงที่ไม่ดังไม่เบาก็ลอยไปถึงคนด้านหลัง
“พ่อ แม่ เสี่ยวซิน ฉันไปแล้วนะ ดูแลตัวเองด้วย”
จากนั้นเธอก็ไม่รอให้ใครตอบ จูงมือโจวเนี่ยนก้าวออกไป
ประตูปิดลงด้านหลังพร้อมเสียงทึบเบา ๆ แต่หนักแน่น ราวกับกักขังความตกตะลึง ความรู้สึกผิด และคำพูดที่ยังไม่ทันได้เอ่ยของทุกคนในบ้านไว้ข้างในทั้งหมด
ไฟที่ใช้ตรวจจับเสียงในโถงทางเดินสว่างขึ้น แสงสีเหลืองสลัวส่องเงาร่างที่เร่งรีบของแม่ลูก
