ซีมุสไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว
ก่อนถูกขังไว้ในพื้นที่เล็ก ๆ มืดสนิทและไม่มีทางหนีออกมาได้ ความทรงจำสุดท้ายของซีมุสคือภาพสถานีอวกาศที่อลหม่าน เหล่าชาวต่างดาวที่พากันหนีตายอย่างลนลาน จากนั้นก็มีอาการปวดแปลบขึ้นที่ท้ายทอย ก่อนสติจะดับวูบไป
พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็ถูกขังอยู่แล้ว
รอบตัวเงียบสนิท อุปกรณ์สื่อสารที่พกติดตัวก็ไม่รู้ว่าถูกใครเอาไป เหลือเพียงเสื้อผ้าบนตัว ส่วนของมีค่าทั้งหมดหายเกลี้ยง
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็หมดสติไปอีกครั้ง
เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกที ซีมุสหิวจนไม่มีแรงแม้แต่จะขยับ เขาถึงกับสงสัยว่าถ้าไม่รีบหาอะไรกิน เขาคงหิวตายอยู่ตรงนี้ในไม่ช้า
เขาเป็นเผ่าพันธุ์อายุสั้น เคยได้ยินพ่อแม่เล่าว่าในตัวเขามีสายเลือดพิเศษอยู่ส่วนหนึ่ง แต่เพราะผ่านมาหลายชั่วอายุคน สายเลือดนั้นจึงเจือจางลงไปมาก ซีมุสเลยไม่ได้ใส่ใจจำชื่อสายเลือดของบรรพบุรุษที่ห่างกันไม่รู้กี่รุ่น ซึ่งทั้งยาวทั้งจำยากนั่นเท่าไร
เขารู้เพียงว่าสายเลือดส่วนนั้นอาจทำให้เขาทนทานกว่าเผ่าพันธุ์เดียวกันเล็กน้อย อย่างน้อยก็ไม่หิวตายอยู่ที่นี่ และยังมีชีวิตฟื้นขึ้นมาได้
เขาได้ยินเสียงบางอย่างแว่ว ๆ มาจากด้านนอก แต่ไม่รู้ว่าสถานที่ที่เขาอยู่มีการป้องกันเสียงอย่างง่ายไว้ หรือสมองของเขากำลังพร่าเลือนจนแยกไม่ออกว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เพื่อเอาชีวิตรอด ซีมุสฝืนดิ้นรนเล็กน้อย
จากนั้น หลังความเงียบสงบด้านนอกอยู่ชั่วครู่ เขาก็รู้สึกว่าพื้นที่ที่ตนอยู่ถูกเปิดออก
แสงสว่างสาดลงบนร่างอีกครั้ง แม้แสงนั้นจะไม่จ้าจนแสบตา แต่ซีมุสซึ่งอยู่ในความมืดมานานกลับลืมตาไม่ขึ้น รู้สึกแสบตาจนมีน้ำตาแห่งปฏิกิริยาตามธรรมชาติไหลออกมาสองสามหยด
ยังไม่ทันได้ร้องขอความช่วยเหลือจากใคร ซีมุสก็ได้ยินเสียงผู้หญิงหวานใสเอ่ยขึ้นว่า “หืม? ที่แท้ไม่ได้เอามาให้ฉันกินเหรอ?”
ขณะเดียวกัน ข้าง ๆ ยังมีเสียง “ติ๊ดตู๊ด ติ๊ดตู๊ด” ที่ฟังดูแปลก ๆ ดังขึ้น
หัวใจซีมุสเย็นวาบ
แย่แล้ว เขาคงถูกคนร้ายขายให้เผ่าพันธุ์ที่กินคนแน่ ๆ…
สิ่งที่ทำให้ซีมุสแทบขาดใจยิ่งกว่าคือ ทันทีที่พื้นที่ถูกเปิดออก เขาก็รู้สึกว่าหายใจไม่ออกขึ้นมาทันที
ราวกับถูกโยนออกไปกลางอวกาศโดยตรง!
ซีมุส: หายใจไม่ออก!
แย่แล้ว นอกจากจะถูกกิน ก่อนหน้านั้นเขายังต้องขาดอากาศตายอีก!
แต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงเลยสักนิด แถมยังไม่คุ้นกับสภาพแวดล้อมรอบตัว จะหนีก็ไม่รู้จะหนีไปทางไหน!
ไม่นานนัก ซีมุสก็รู้สึกว่ามีคนอุ้มเขาขึ้นมา
แถมยังอุ้มแบบเจ้าหญิงอีกด้วย
ข้างหูมีเสียงผู้หญิงคนเดิมโวยวาย “เดี๋ยวนะ? ทำไมแกะตัวนี้เลือดลดไม่หยุดเลยล่ะ? นี่อะไร? สถานะผิดปกติ หายใจไม่ออกเหรอ?”
“อ๊าาา ซวยแล้ว! ช่างมันก่อน รีบพาขึ้นยาน!”
เขาฝืนลืมตาขึ้น แม้จะเปิดได้เพียงนิดเดียว ก็ยังพยายามมองให้ชัดว่าตอนนี้สิ่งที่กำลังอุ้มเขาอยู่คืออะไรกันแน่
สิ่งแรกที่เห็นคือก้อนสีชมพูปนกับสีฟ้า แล้วก็…
จากนั้นภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปมา เสียงเครื่องจักรดังขึ้น จู่ ๆ เขาก็หายใจได้แล้ว
ซีมุส: ?
เหมือนจะรอดแล้ว?
พร้อมกันนั้นเขาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นพูดว่า “เฉียดตายขนาดนี้ทำไมไม่บอกกันก่อน! ยังดีที่ฉันไหวตัวทัน ไม่งั้นเจ้าขนฟูน่ารักตัวนี้ได้ตายแหง!”
“ฮิ ๆ ๆ นั่นมันฌอน แกะน้อยนี่นา ฮิ ๆ ๆ”
“ขอจับหน่อย ขอจับหน่อย”
แล้วซีมุสก็รู้สึกว่าถูกใครสักคนกอดไว้ ก่อนจะถูไถไปมาอย่างหนักหน่วง
ซีมุส: ?
ดวงตาของเขาค่อย ๆ ปรับเข้ากับแสงได้ ในที่สุดก็มองเห็นคนที่กำลังอุ้มตัวเองชัดเจน
เด็กสาวผมสีชมพู ตาสีฟ้า
เด็กสาวคนหนึ่ง
ไม่มีเกล็ด ไม่มีหูแปลก ๆ ไม่มีสีผิวประหลาด เป็นเพียง…เด็กสาวคนหนึ่ง
ซีมุส: !!!
แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดไม่ใช่เรื่องนั้น หากเป็นพฤติกรรมของเด็กสาวในตอนนี้ต่างหาก
เด็กสาวผมชมพูอุ้มเขาไว้สบาย ๆ ด้วยสองมือ แล้วเอาหัวถูไถตัวเขาไปมาไม่หยุด ปากก็พึมพำอะไรบางอย่าง “นี่อะไร? ลูกแกะ! ขอสูดที!”
“นี่อะไร? ฌอน! ขอถูที!”
“นี่อะไร ขนฟูนุ่ม ฮิ ๆ ๆ ๆ…”
ซีมุสเปลี่ยนจากตกใจเป็นตะลึง จากตะลึงเป็นสงสัย จากสงสัยเป็นด้านชา ใช้เวลาไม่ถึงสองสามนาทีด้วยซ้ำ
“เอ่อ คุณผู้หญิงครับ” ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว อ้าปากคิดจะพูดอะไรสักอย่าง แต่พอเปล่งเสียงออกมากลับพบว่าแทบไม่มีเสียงเลย ลำคอเหมือนจะแหบสนิท!
เรื่องนี้ทำให้ซีมุสตื่นตระหนกอยู่ชั่วขณะ
ถึงเทคโนโลยีระหว่างดวงดาวในยุคนี้จะก้าวหน้า คนส่วนใหญ่ที่สมองกับหัวใจยังอยู่ครบก็รักษาให้รอดได้ ขอแค่ยอมทุ่มเงิน แม้แต่อาการอย่างลำคอเสียหายก็ยังแก้ได้ด้วยการผ่าตัดเล็ก ๆ ครั้งเดียว
แต่เงื่อนไขคือ ต้องยอมทุ่มเงิน
ตอนนี้เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกขายมาที่ไหน บนตัวก็ไม่มีอะไรที่เอาไปแลกเงินได้ และไม่รู้ว่าที่นี่มีเงื่อนไขพอจะรักษาเขาหรือเปล่า…
“คุณผู้หญิงเหรอ? มารยาทดีจังนะเนี่ย” เด็กสาวผมชมพูดูเหมือนจะได้ยินคำพูดที่แทบไม่มีเสียงของเขาอย่างชัดเจน ก่อนซีมุสจะทันลองพูดอีกครั้ง อีกฝ่ายก็พูดจ้อขึ้นมาเสียก่อน “เดี๋ยวนะ สถานะหายใจไม่ออกหายไปแล้ว แต่ค่าพลังชีวิตไม่ฟื้นเองเหรอ?”
“อ้อ ๆ หิว กระหายน้ำ ขาดสารอาหาร ตื่นตระหนก…เอ๊ะ? ทำไมถึงตื่นตระหนกล่ะ?”
เด็กสาวอุ้มเขาไว้ พลางวิ่งตึงตังไปทั่วด้านในยานและพูดจ้อไม่หยุด “งั้นฉันต้องปลอบด้วยเหรอ? ลูกแกะน้อย ทำไมถึงตื่นตระหนกล่ะ…ฉันเปิดไมค์อยู่เหรอ? อ้อ ยังไม่ได้ปิดนี่เอง งั้นก็ไม่เป็นไร”
ซีมุส: ???
แม้จะไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะสื่อสารรู้เรื่อง และก็ไม่ได้คิดจะฆ่าเขาในทันที ซีมุสจึงพยายามเปล่งเสียงออกมา “คุณผู้หญิงครับ ขอร้องล่ะ อย่ากินผมได้ไหม?”
อีกฝ่ายหยุดเคลื่อนไหว
หัวใจซีมุสกระตุกวูบ หรือว่า…
“เอ๊ะ? อ้อ ๆ ๆ ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง” เธอเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง น้ำเสียงฟังดูกระจ่างขึ้นมา แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยน ดวงตาก็ไร้ระลอกคลื่น มีเพียงน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ “ที่แท้ฉันทำให้เธอกลัวนี่เอง ไม่ต้องห่วงนะ เธอเป็นแขก ฉันไม่กินเธอหรอก”
“เมื่อกี้ฉันแค่เข้าใจผิด คิดว่าเธอเป็นอาหารเท่านั้นเอง” เธอพูดแบบนั้น
หัวใจซีมุสที่เพิ่งผ่อนคลายลงได้หน่อยกลับเต้นระทึกขึ้นมาอีกครั้ง
ตะ…แต่เขาน่าจะยังปลอดภัยอยู่ใช่ไหม?
เด็กสาวผมชมพูพูดต่ออีกประโยคว่า “อีกอย่าง เธอน่ารักขนาดนี้ ฉันจะกินลงได้ยังไง! ไม่ต้องห่วงนะ!”
ซีมุสเหลือบมองตัวเองที่ถูกอีกฝ่ายอุ้มพาไปทั่วได้อย่างสบาย ๆ แล้วมองอีกฝ่ายที่ทำกิจกรรมตั้งมากมายแต่ไม่มีเหงื่อออกสักหยด ก่อนจะเค้นเสียงถามอย่างยากลำบากสองคำ “น่ารักเหรอ?”
ใคร?
เขาเนี่ยนะ?
ซีมุสที่มีส่วนสูงเมื่อวัดโดยไม่สวมรองเท้า 194 เซนติเมตร และชั่งน้ำหนักครั้งล่าสุดได้ 90.7 กิโลกรัม ตกอยู่ในความเงียบ
เขามั่นใจมากว่าตัวเองตัวใหญ่ไม่น้อยเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของเด็กสาว
ไม่ว่าจะมองยังไง ก็ไม่มีทางเกี่ยวกับคำว่าน่ารักได้เลย…ใช่ไหม?
