ในช่วงคับขันนั้นเอง แสงสีขาวเจิดจ้าสายหนึ่งพลันฉีกท้องฟ้ายามราตรี พริบตาเดียวก็ปรากฏขึ้นขวางอยู่เบื้องหน้าหลินเป่ยเฉิน
ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายดุจคลื่นยักษ์ถาโถม กวาดไปทั่วทุกทิศด้วยอำนาจทำลายล้าง กระทั่งอากาศยังคล้ายถูกแช่แข็ง!
“ผู้ใดกัน...”
รูม่านตาของเย่อู๋เหินหดวูบ การโจมตีหยุดชะงักฉับพลัน ร่างทั้งร่างแข็งค้างอยู่กลางอากาศ ใบหน้าปรากฏความหวาดกลัวอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก
ขณะนี้ เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ทำให้แม้แต่วิญญาณยังสั่นสะท้าน
นี่คือความกดดันที่เหนือกว่าร่างแท้ของเขาอย่างมาก ทั้งยังเหนือกว่าผู้แข็งแกร่งทุกคนที่เขาเคยพบเห็นมาตลอดชีวิต ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับเทพผู้หนึ่งซึ่งทอดสายตามองลงมายังทุกยุคสมัย
“แค่อวตารร่างหนึ่ง ยังกล้าลงมือกับคนของข้าหรือ?”
เสียงเย็นชาและทรงอำนาจดังก้องไปทั่วฟ้าดิน แฝงความเย่อหยิ่งที่มองสรรพชีวิตเป็นเพียงธุลี ทุกถ้อยคำคล้ายแฝงไว้ด้วยธรรมนิตย์แห่งสวรรค์ปฐพี จนแก้วหูสั่นสะเทือนหึ่ง ๆ
แสงสีขาวค่อย ๆ เลือนหาย เผยให้เห็นร่างงดงามไร้ที่เปรียบค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
สตรีนางนั้นสวมอาภรณ์ยาวสีหิมะ เส้นผมดำขลับดุจม่านน้ำตกทิ้งตัวลงถึงเอว ระหว่างคิ้วและดวงตาแฝงความสูงส่งกับความเย็นชาโดยกำเนิด ราวกับสรรพสิ่งในโลกไม่อยู่ในสายตาของนาง
ทันทีที่นางปรากฏ อุณหภูมิโดยรอบก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พืชพรรณริมฝั่งแม่น้ำแห้งเหี่ยวไหม้เกรียมในพริบตา แม้แต่มิติก็เริ่มบิดเบี้ยว ฟ้าดินทั้งผืนคล้ายกำลังยอมสยบต่อนาง
คนผู้นี้ก็คือฟงจิ่วเกอ ผู้หลับใหลอยู่ในมิติหงเมิ่งของหลินเป่ยเฉินนั่นเอง
“ผู้อาวุโสโปรดไว้ชีวิต! ข้าผู้น้อยไม่รู้ว่าเขาเป็นคนของท่าน ขอผู้อาวุโสโปรดเมตตาด้วย!”
เย่อู๋เหินตกตะลึงจนสุดขีด ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ หันหลังคิดจะหนี ทว่ากลับถูกความกดดันไร้รูปร่างตรึงไว้กลางอากาศ ขยับไม่ได้แม้แต่น้อย