“หินวิญญาณเหล่านี้เจ้าเก็บไว้เองเถิด ทางข้ามีวิธีของข้า”
หลินเป่ยเฉินรีบผลักแหวนกลับไป
“ให้เจ้าถือไว้ก็ถือไว้!”
น้ำเสียงของหลิ่วอวินซีเคร่งขรึมขึ้น แฝงความเด็ดขาดที่ไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง “ข้าคือธิดาประมุขหอการค้าสวรรค์ลี้ลับ ทรัพยากรเพียงน้อยนิดนี้สำหรับข้าเป็นเพียงเศษเสี้ยว แต่สำหรับเจ้าในตอนนี้ มันสำคัญยิ่งนัก”
หัวใจของหลินเป่ยเฉินพลันอบอุ่น เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น ก่อนจะดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดอีกครั้ง เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย “รอข้านะ ข้าจะไปหาเจ้าที่จงโจวให้ได้”
“อืม” หลิ่วอวินซีซบอยู่ในอ้อมอกเขา ตอบรับเบา ๆ ทว่าดวงตากลับค่อย ๆ แดงก่ำขึ้น
กว่าจะยืนยันความรู้สึกที่มีต่อกันได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับการจากลาในทันที ความอาลัยอาวรณ์อันหนักอึ้งนี้แทบจะกลืนกินสติของนางจนหมดสิ้น
ครู่หนึ่งต่อมา หลิ่วอวินซีผละออกจากหลินเป่ยเฉิน แล้วกอดซูชิงเสวี่ยกับเซี่ยเหยี่ยนหรานคนละที น้ำเสียงแผ่วเบาราวขนนก “ชิงเสวี่ย เหยี่ยนหราน ดีใจจริง ๆ ที่ได้รู้จักพวกเจ้า ข้าจะคิดถึงพวกเจ้า”
“พวกเราก็จะคิดถึงเจ้าเช่นกัน” เสียงของซูชิงเสวี่ยเจือความสะอื้นที่ยากจะสังเกตเห็น
ช่วงเวลาที่ได้อยู่เคียงข้างกันที่ผ่านมา ทำให้พวกนางกลายเป็นพี่น้องที่ไว้ใจและเปิดใจให้กันได้ไปนานแล้ว
“เอาละ เวลาเหลือไม่มากแล้ว”
หลิ่วอวินซีฝืนยิ้มออกมา ทว่ายามมองหลินเป่ยเฉิน แววตากลับสั่นไหวเล็กน้อย “เป่ยเฉิน หากภายในสามปีเจ้าไม่มาหาข้า ข้าก็คงต้องเป็นเจ้าสาวของผู้อื่นแล้ว”
“ไม่มีวันนั้นแน่นอน” หลินเป่ยเฉินจ้องตานาง น้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด “ชาตินี้เจ้าเป็นสตรีของข้าได้เพียงผู้เดียว ไม่มีผู้ใดแย่งเจ้าไปได้”
“เจ้าพูดเองนะ!”
รอยยิ้มหวานจากใจปรากฏบนใบหน้าของหลิ่วอวินซี ประหนึ่งหิมะละลายยามวสันต์ ผลิบานสว่างไสวท่ามกลางราตรีริมฝั่งแม่น้ำ งดงามจนหัวใจผู้คนสั่นไหว
จากนั้นอีกหนึ่งเค่อ ทั้งสี่คนนั่งล้อมกองไฟ กินเนื้อย่างที่เหลืออยู่เงียบ ๆ ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา