สองชั่วยามต่อมา ในห้องอบอวลด้วยไอกำหนัดหน่วงหนัก ทั้งสองโอบกอดกันด้วยความอิดโรย ท่ามกลางบรรยากาศประหลาดที่กลับอบอุ่นอย่างน่าขัน
“ตกลงกันว่าหนึ่งชั่วยาม เจ้ากลับ.......”
โจวซูเหยาพยุงร่างอ่อนระทวยลุกขึ้นนั่งอย่างยากเย็น เส้นผมยุ่งเหยิงติดอยู่กับขมับชุ่มเหงื่อ
นางมีร่องรอยอ่อนล้าชัดเจน ทว่ายังคงถลึงตาใส่หลินเป่ยเฉินอย่างดุดัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ทว่าแฝงไว้ด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่แม้แต่ตัวนางเองยังไม่ทันสังเกต
“เกินเวลาไปจริง ๆ”
หลินเป่ยเฉินค่อย ๆ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอย่างใจเย็น มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “แต่เจ้าก็ไม่ได้บอกให้ข้าหยุดนี่”
“ข้า.......ข้าลืมเวลาไปแล้ว! ทำไมเจ้าไม่เตือนข้า!”
โจวซูเหยาถูกคำพูดนั้นทำเอาอึกอัก ใบหน้างามพลันแดงซ่านราวกับเลือดจะหยด รีบคว้าชุดที่หล่นอยู่ข้างตัวมาสวมใส่อย่างลุกลี้ลุกลน ปลายนิ้วสั่นเทาเล็กน้อย
แรกเริ่มนางตั้งใจจับเวลาอยู่ในใจ คิดว่าพอครบหนึ่งชั่วยามก็จะรีบจากไปทันที แต่เมื่อถึงตอนหลัง สัญชาตญาณในกายและความรู้สึกพลุ่งพล่านที่ห่างหายไปนาน กลับทำให้นางลืมเรื่องนี้เสียสนิท กระทั่งมีความคิดว่าจะจบลงเช่นนี้ก็เสียดายอยู่ลึก ๆ
ครั้นถูกอีกฝ่ายตีแผ่โดยไม่ไว้หน้า นางจึงรู้สึกเพียงว่าใบหน้าร้อนผ่าว แทบอยากหาช่องดินแทรกหนี
“เอาล่ะ เอาจดหมายถอนหมั้นมาเถิด”
หลินเป่ยเฉินลุกขึ้น สวมเสื้อผ้าอย่างคล่องแคล่ว น้ำเสียงกลับคืนสู่ความราบเรียบเช่นปกติในพริบตา
ได้ฟังถ้อยคำเย็นชาของเขา คิ้วของโจวซูเหยาขมวดขึ้นเล็กน้อย ในใจพลันเกิดความรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก
