หลังจากฟาดฝ่ามือไปหลายสิบครั้ง หวาอวี้ก็หอบหายใจพลางหยุดมือ
แม้ไอทมิฬบนร่างเซี่ยฉางเหิงยังคงหนาแน่น แต่ใบหน้ากลับสะอาดขึ้นไม่น้อย
ช่างน่าประหลาดนัก
เซี่ยฉางเหิงสลบไปสามวันสามคืน มิได้กินสิ่งใด ทั้งยังรู้สึกว่าตนเองก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในประตูยมโลกแล้ว
แต่หลังถูกตบไปหลายสิบครั้ง เขากลับลืมตาแล้วลุกขึ้นยืนได้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเริ่มมีเรี่ยวแรง หรือเพราะโทสะจู่โจมหัวใจ เขากำหมัดแน่น เจตนาสังหารพลุ่งพล่านอยู่ในใจ
ตลอดยี่สิบหกปีมานี้ เขาเคยได้รับความอัปยศเช่นนี้เสียที่ไหน?
เซี่ยฉางเหิงเดือดดาล ลืมตากวาดมองไปรอบหนึ่ง แต่กลับไม่เห็นผู้ใด
พอก้มหน้าลง ก็เห็นก้อนนุ่มฟูสีขาวก้อนหนึ่งนั่งอยู่ข้างเท้า
บนศีรษะหวาอวี้มวยผมก้อนเล็กอย่างเรียบร้อย ใบหน้ากลมจิ้มลิ้มราวตุ๊กตากระเบื้อง ดวงตาดำใสราวองุ่นทั้งสุกสว่าง
นางเอียงศีรษะน้อย ๆ มองเซี่ยฉางเหิง ทั้งสองสบตากัน เด็กน้อยเผยฟันขาวแล้วหัวเราะฮิ ๆ
“เป็นอย่างไรบ้าง ฝ่ามือของข้าเก่งกาจใช่หรือไม่ ถึงกับลุกขึ้นมาได้แล้ว!”
“ท่านพ่อ”
หวาอวี้ตัวน้อยนั่งเรียบร้อยอยู่บนพื้น ในดวงตาใสสะอาดไร้เดียงสา ประหนึ่งไม่รู้จักโลกภายนอก
ตามที่เสี่ยวหงบอก หากมีไอม่วงโอบล้อม ย่อมเป็นลักษณะของผู้มีวาสนาร่ำรวยสูงศักดิ์
นางออกแรงเสียมากมาย มิใช่เพื่อหาบิดาผู้มั่งคั่งหรอกหรือ?
ความโกรธเต็มอกของเซี่ยฉางเหิงมลายไปกว่าครึ่ง เมื่อเห็นก้อนน้อยน่ารักราวตุ๊กตากระเบื้องตรงหน้า
เขาไม่เคยนึกเลยว่า
คนที่มีเรี่ยวแรงมากถึงขั้นลากเขาไปจนถึงริมแม่น้ำ จะเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
ในเมื่อเป็นเด็ก เขาก็ไม่คิดถือสาเรื่องถูกตบ
เด็กจะรู้อะไร นางคงคิดเพียงว่าตบเขาแล้วเขาจะฟื้นขึ้นมาได้กระมัง
แม้จะว่าไปแล้ว หลังถูกตบเหล่านั้น เขาก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมาจริง ๆ
ช้าก่อน…
“เจ้าเรียกข้าว่าอะไร?”
หวาอวี้เอียงศีรษะน้อย ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ข้าช่วยชีวิตท่าน ท่านก็ต้องเป็นพ่อของข้า ข้าเป็นลูกสาวของท่าน หวาอวี้ ท่านรับปากว่าจะให้เงินข้าแล้ว จะกลับคำหรือ?”
เซี่ยฉางเหิงยังจำได้ว่าตนรับปากจะให้เงินนาง
แต่ใต้หล้านี้มีกฎข้อไหนกำหนดว่าผู้ได้รับการช่วยชีวิตต้องเป็นบิดาของผู้ช่วยด้วย?
เซี่ยฉางเหิงยังทำความเข้าใจความคิดของหวาอวี้ไม่ทัน แต่ก็ไม่มีเวลาครุ่นคิดให้ละเอียด
คราวนี้เขาออกจากจวนตามคำของราชครู เพื่อหาหนทางช่วยคนทั้งจวนให้รอดพ้นเคราะห์กรรม
แต่ยังหาหนทางไม่พบ ตัวเขากลับประสบเคราะห์เสียก่อน
บรรดาผู้ใต้บังคับบัญชารู้ว่าเขามีดวงเคราะห์ร้าย รถม้าที่เตรียมให้จึงแข็งแรงเป็นพิเศษ ด้วยกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ทว่าท้ายที่สุดก็ยังเกิดเหตุขึ้นจนได้
มีก้อนหินแตกก้อนหนึ่งกดอยู่ใต้ล้อรถม้า รถจึงสั่นสะเทือนเล็กน้อย
คนทั้งขบวนปลอดภัยดี มีเพียงเซี่ยฉางเหิงที่กลิ้งตกจากหน้าต่างรถลงไปในหุบเหว
ไม่รู้ว่าพวกคนโง่กลุ่มนั้นพบหรือยังว่าท่านอ๋องหายตัวไป
ยามนี้เขาไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ ข้างกายมีเพียงก้อนน้อยคนเดียว
เซี่ยฉางเหิงไพล่มือไว้ด้านหลัง แม้เสื้อผ้าจะขาดรุ่งริ่งและผมเผ้ายุ่งเหยิงจับกันเป็นกระจุก แต่ท่วงท่ากลับยังสง่างามไม่เสื่อมคลาย
“หวาอวี้ เจ้ารู้ทางลงเขาหรือไม่? บิดาจะหาโรงเตี๊ยมพักสักคืน”
แม้หวาอวี้จะตบเขา เซี่ยฉางเหิงก็ไม่ใช่คนใจแคบถึงเพียงนั้น
เด็กน้อยอยู่กลางป่าเพียงลำพัง ไม่แน่ว่าอาจถูกผู้คนทอดทิ้งมา
พอดีเขาต้องการคนพาไปยังทางลงเขา ก่อนพวกผู้ใต้บังคับบัญชาจะตามมาพบ อย่างน้อยเขาก็ต้องรักษาความปลอดภัยของตนไว้ก่อน
ในเมื่อก้อนน้อยเรียกเขาว่าท่านพ่อ เขาก็ยอมรับคำเรียกนั้น
เห็นแก่บุญคุณที่ช่วยชีวิต เขาจะไม่ถือโทษเรื่องที่ถูกตบแล้วกัน
“รู้จ้า ข้าพาท่านไปเอง!”
หวาอวี้กลิ้งลุกขึ้นจากพื้นราวกับลูกบอลเนื้อ แล้ววิ่งต้วมเตี้ยมลงจากเขาอย่างร่าเริง ดวงตาหยีโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว
“เสี่ยวหง เจ้าพูดถูกจริง ๆ ท่านพ่อคนนี้ต้องมีเงินแน่ ถึงกับพักโรงเตี๊ยมได้ด้วย”
เมื่อก่อนอารามเสวียนเจินร่ำรวยถึงเพียงนั้น แต่ยามลงเขา อาจารย์ก็ไม่เคยพานางไปพักโรงเตี๊ยมสักครั้ง พวกเขาพักค้างคืนกันที่ศาลเจ้าประจำเมืองทุกที
ฮ้า! นางอายุน้อยเพียงนี้ก็ได้พักโรงเตี๊ยมแล้ว กลับไปมีเรื่องให้คุยอวดอาจารย์มากมายเชียว!
หวาอวี้เติบโตบนภูเขาลูกนี้มาตั้งแต่เล็ก คุ้นเคยกับภูมิประเทศเป็นอย่างดี
ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มมืด นางก็พาเซี่ยฉางเหิงมาถึงโรงเตี๊ยมใหญ่ที่สุดในเมืองแล้ว
ยังไม่ทันก้าวเข้าไป เสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมก็ยกมือปิดจมูก ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดผวาขณะมองคนหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กที่หน้าประตู
คนเล็กดูฉลาดเฉลียวอยู่หรอก
ส่วนคนโตนี่…
ผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งชัด ๆ
เซี่ยฉางเหิงไพล่มือไว้ด้านหลังแล้วก้าวเข้าไปโดยไม่สนใจสายตาประหลาดของอีกฝ่าย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม
“เสี่ยวเอ้อ จัดห้องพักชั้นดีที่สุดมาให้ห้องหนึ่ง เตรียมน้ำร้อนหนึ่งถังกับเสื้อผ้าชุดใหม่ ข้าจะจ่ายเงินให้ทั้งหมด”
ได้ยินคำพูดโอ้อวดของเซี่ยฉางเหิง เสี่ยวเอ้อก็ไม่กล้าเอ่ยตอบอยู่ครู่ใหญ่
เขากวาดตามองชายที่ดูราวกับผ้าขี้ริ้วตั้งแต่หัวจรดเท้า ยากจะนึกภาพว่าเป็นเศรษฐีได้
หวาอวี้แอบดึงชายเสื้อสกปรกของเซี่ยฉางเหิงเบา ๆ
“ของพวกนี้แพงมาก ท่านมีเงินมากพอหรือ?”
เมื่อเผชิญกับสายตาสงสัยของหวาอวี้ ความภาคภูมิใจในตนเองของเซี่ยฉางเหิงก็พุ่งสูงลิ่ว
“แค่ห้องพักห้องเดียว เงินหนึ่งร้อยตำลึงพอหรือไม่?”
เขาเชิดคาง สีหน้าหยิ่งผยองของผู้สูงศักดิ์
ฮิ ๆ เขาเป็นถึงท่านอ๋องเชียวนะ
ฮูหยินรู้ว่าเขามีดวงเคราะห์ร้าย จึงกลัวว่าจะเกิดเหตุระหว่างทางอีก
ก่อนออกจากบ้าน ฮูหยินเย็บกระเป๋าใบเล็กไว้ที่กางเกงชั้นในของเขา ข้างในมีตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึง!
ท่ามกลางสายตาของเสี่ยวเอ้อและหวาอวี้ เซี่ยฉางเหิงเอื้อมมือไปควานตรงเอวด้านหลัง แล้วก็สัมผัสมุมตั๋วเงินได้ในกระเป๋าจริง ๆ
มุมปากเซี่ยฉางเหิงขยับขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้ม
เขาดึงออกมาอย่างมั่นใจ แต่กลับดึงออกมาได้เพียงมุมเดียว
ตั๋วเงินทั้งใบหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงเศษเล็กเท่าหน้าเล็บอยู่ในมือ
ดวงตาเซี่ยฉางเหิงเบิกค้าง อึ้งงันไปเล็กน้อย
หืม?
ตั๋วเงินของเขาเล่า?
“อ๊ะ!”
เวลานั้นเอง เสียงกรีดร้องของก้อนน้อยก็ดังมาจากด้านหลัง
หวาอวี้ยื่นมืออวบป้อม ชี้ไปยังบั้นท้ายของเซี่ยฉางเหิงที่ถลอกจนเลือดเนื้อปะปน
“ท่านพ่อ บั้นท้ายท่านโผล่ออกมาข้างนอกหมดแล้ว!”
แขนเซี่ยฉางเหิงแข็งค้าง ก่อนเอื้อมมือไปคลำด้านหลัง
นุ่ม ร้อน ทั้งยังเต็มไปด้วยบาดแผลเลือดเนื้อปะปน
เมื่อครู่เขาเดินอวดบั้นท้ายโทง ๆ มาจนถึงโรงเตี๊ยมเช่นนี้หรือ?
หวาอวี้มองอย่างเวทนา ปากน้อยจุ๊ ๆ พลันเห็นเศษตั๋วเงินที่ถูกครูดจนเปื่อยติดอยู่บนบาดแผลตรงบั้นท้ายของท่านพ่อ
นางตาไวมือไว ฉีกมันลงมาพร้อมสะเก็ดเลือด
“ท่านพ่อ นี่ก็เป็นเงินใช่หรือไม่?”
เซี่ยฉางเหิงแยกเขี้ยวเพราะเจ็บ จนต้องขมิบก้น แต่ไม่ส่งเสียงร้อง
เขามองเศษตั๋วเงินที่เหลืออยู่เพียงสองมุมบนโต๊ะ ดวงตาว่างเปล่าสิ้นหวัง
เขาเคราะห์ร้ายถึงเพียงนี้แล้ว
เหตุใดสวรรค์ยังไม่ส่งสายฟ้าผ่าตายเขาเสียที?
เวลานั้น เสี่ยวเอ้อหยิบไม้พลองของร้านขึ้นมาเงียบ ๆ แล้วชี้ไปยังคนหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กตรงหน้า
“ไม่มีเงินก็ไสหัวไป”
ระหว่างทาง เซี่ยฉางเหิงจูงมือเล็กของหวาอวี้ ดวงตาว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา
แต่เมื่อเห็นแววตาผิดหวังของหวาอวี้ เขาก็ยังฝืนเรียกขวัญกำลังใจขึ้นมา
“ไม่เป็นไร บิดายังมีแหวนหยกวงหนึ่ง เป็นของล้ำค่าจากเมืองหลวง นำไปจำนำแลกค่าห้องพักหนึ่งคืนย่อมไม่มีปัญหา”
แหวนหยกบนมือเซี่ยฉางเหิงเป็นของที่ฮ่องเต้พระเชษฐาประทานให้ในวันแต่งงานกับพระชายา
เพื่อรักษาชีวิตไว้ เขาจึงจำต้องนำไปจำนำ
แต่เพราะเป็นของพระราชทาน ร้านรับจำนำในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้จึงมองไม่ออกว่ามีค่า เพียงแลกเงินมาได้ยี่สิบตำลึง
อย่างน้อยคืนนี้ก็มีที่พักแล้ว
เขาเข้าห้องอาบน้ำร้อน เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ และทายาที่บั้นท้าย
เมื่อปรากฏตัวต่อหน้าหวาอวี้อีกครั้ง เซี่ยฉางเหิงก็พลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นบุรุษรูปงามสูงศักดิ์สง่าราวหยก
“ว้าว—”
หวาอวี้อ้าปากน้อย ๆ มองท่านพ่อคนใหม่ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
ท่านพ่อที่นางหามาหล่อเหลาจริง ๆ!
“หวาอวี้หิวหรือไม่ บิดาจะพาไปกินข้าว”
ดวงตาของหวาอวี้ตัวน้อยยิ่งสว่างวาบ
“หิว!”
กล่าวจบ นางก็ก้มหน้าจิ้มนิ้วมือเล็ก ๆ เข้าหากัน “ท่านพ่อ แต่ข้ากินเก่งมาก…”
เซี่ยฉางเหิงหัวเราะเบา ๆ ในดวงตาเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาของคนไม่เคยพบเห็นโลกกว้าง
“ไม่เป็นไร กินให้เต็มที่”
ในภัตตาคาร หวาอวี้ตัวน้อยปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ แล้วกวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อด้วยท่าทีฮึกเหิม
“เสี่ยวเอ้อ เอาไก่ย่างสามตัว เนื้อวัวพะโล้สิบชั่ง แล้วก็หมั่นโถวลูกใหญ่เท่าชามยี่สิบลูก!”
แววตาเซี่ยฉางเหิงแข็งค้าง สีหน้าสบาย ๆ แต่เดิมชะงักไปเล็กน้อย เขาดึงแขนเสื้อเล็กของหวาอวี้เบา ๆ
“หวาอวี้ บิดากินมากมายเพียงนี้ไม่ไหว”
หวาอวี้หันกลับมา พลันร้องอ้อราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้
“อ้อ ลืมไปว่ายังมีท่านอยู่ด้วย”
นางหันไปตะโกนบอกเสี่ยวเอ้ออีกครั้ง “เอาหมั่นโถวให้ท่านพ่ออีกสองลูก แล้วก็เนื้อวัวพะโล้สองชั่ง”
