ในห้องรับรองมีบรรยากาศอึมครึมแฝงความเกียจคร้านอบอวลอยู่ แต่เสียงต่อว่ากังวานใสนี้กลับทำให้ทุกอย่างปั่นป่วน
ชายห้าคนหญิงสามคนหันขวับมามองพร้อมกัน คู่ชายหญิงบนโซฟายังคงอยู่ในท่าซ้อนทับกัน ฝ่ายหญิงคล้องนิ้วไว้ตรงท้ายทอยของฝ่ายชาย พอถูกขัดจังหวะกะทันหันก็ถึงกับลืมดึงมือกลับ
เทียวายืนอยู่ข้างโซฟา เป็นคนแรกที่จำเธอได้ เปลือกตากระตุกวูบ
เขาหันไปก้มตัวลงตรงมุมมืดของโซฟา ชายที่แทบกลืนหายไปกับเงา ลูกกระเดือกขยับเล็กน้อยก่อนเอ่ยว่า “คุณผู้ชายครับ คุณผู้หญิงมาแล้ว”
ชายคนนั้นเอนพิงพนักโซฟา ไขว่ห้างยาวเหยียด ในมือถือแก้วบรรจุสุราสีทองอำพัน
แสงจากโคมไฟระเบียงด้านนอกส่องเข้ามา ตกกระทบกระดุมแขนเสื้อแพลทินัมเรียบง่ายบนข้อมือเขาก่อน แล้วไล่ขึ้นไปยังนิ้วมือเรียวยาวสะอาดสะอ้านที่จับแก้วไว้ ไม่มีเครื่องประดับเกินจำเป็นแม้แต่ชิ้นเดียว
เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย แนวกรามคมชัดเป็นประกายขาวเย็นในแสงสลัว น้ำเสียงเรียบเรื่อย “ฉันไม่ได้ตาบอด”
เทียวาหุบปากทันที ถอยหลังไปครึ่งก้าว
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่กลางโซฟารีบร้อนผลักผู้หญิงที่นั่งอยู่บนตักลงไป
หญิงสาวเซถลาสองก้าวไปล้มลงบนเบาะโซฟา ยังมึนงงอยู่ ส่วนชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้ว ตะกุกตะกักตะโกนไปทางประตูว่า “พะ...พี่สะใภ้ มาหาพี่ชายผมหรือครับ?”
หร่วนอวี้เจินชะงักไป จำได้ว่าคนตรงหน้าคือเฮ่อฉง ลูกพี่ลูกน้องของเฮ่อสวิน
ในนิยายต้นฉบับเคยเขียนไว้ว่า เฮ่อฉงดูแลบริษัทบันเทิงแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในนามตระกูลเฮ่อ ชอบจัดงานสังสรรค์ที่คลับแห่งนี้เป็นพิเศษ แถมยังมีเพื่อนฝูงเหลวไหลอยู่เต็มไปหมด
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด...
เธอยืนนิ่งอยู่ตรงประตู นิ้วเท้าขดงออยู่ในรองเท้า พลันตระหนักได้ว่าห้องที่เธอผลักประตูเข้าไปนั้นไม่มีฉากรักฉาวโฉ่ของเฮ่อสวินอยู่เลย
ภายในห้องเงียบไปพักใหญ่ ก่อนเสียงเอื่อยเฉื่อยของเฮ่อสวินจะดังมาจากมุมห้อง “ยังไม่เข้ามาอีก?”
เธอจึงได้แต่ฝืนใจขยับเข้าไปข้างใน
เทียวาขยับตัวหลบให้ เธอเลือกนั่งตรงมุมโซฟาที่ไกลจากเฮ่อสวินที่สุด วางมือซ้อนกันบนตักอย่างเรียบร้อย
คนอื่น ๆ ที่โต๊ะเริ่มกลับมาครึกครื้นอย่างรวดเร็ว ชายสวมแว่นคนหนึ่งถือแก้วเหล้าพลางยิ้ม “คุณนายเฮ่อคิดถึงคุณเฮ่อสินะครับ เพิ่งแต่งงานกันได้สามเดือน แยกจากกันไม่ไหวก็เป็นเรื่องปกติ”
อีกคนที่ตัดผมสั้นเกรียนโยนถั่วลิสงเข้าปาก พูดเสียงอู้อี้ว่า “ช่วงนี้พี่สวินไม่ใช่กำลังยุ่งอยู่ทางเหนือหรอกหรือ พี่สะใภ้ต้องอยู่บ้านคนเดียว จะร้อนใจหน่อยก็เข้าใจได้”
เฮ่อสวินเอนพิงอยู่ตรงอีกฟาก ขายาวงอขึ้น มือวางบนเข่า พลางเอียงหน้ามองเธอ
ริมฝีปากเขาบาง สีจาง ยามไม่ยิ้มมุมปากก็ยังโค้งขึ้นน้อย ๆ แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร รอยโค้งนั้นก็ชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังเยาะเย้ย
“เมื่อกี้ยังกล้าหาญดีไม่ใช่หรือ? ผลักประตูเสียงดังปัง ๆ ดังไปถึงสองชั้นบน แล้วตอนนี้ทำไมถึงหงอยไปเสียแล้วล่ะ?”
“...”
หร่วนอวี้เจินรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
วินาทีถัดมา สีหน้าของเธอชะงักค้างเล็กน้อย ในนิยายเขียนว่าเฮ่อสวิน “รูปโฉมงดงามเลิศล้ำ” แต่เธอคิดว่าคำบรรยายยังไม่เพียงพอเลยสักนิด
ชายตรงหน้ามีใบหน้าที่ดูเปี่ยมเมตตา แสงจากโคมติดผนังส่องจากด้านข้าง เผยให้เห็นแนวคิ้วและสันจมูกที่คมชัดราวกับวาดขึ้นมา หางตาเฉียงขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากสีจาง มุมปากโค้งขึ้นเป็นธรรมชาติ ดูอ่อนโยนนุ่มนวลราวเทพเจ้าในวัดที่ทอดสายตามาช่วยเหลือผู้คน
ทว่าภายใต้รูปลักษณ์เปี่ยมเมตตาที่ช่วยเหลือสรรพชีวิตนั้น ซ่อนเรี่ยวแรงที่พร้อมจะบีบเธอให้ตายได้เพียงพลิกฝ่ามือ
ทั้งชีวิตนี้หร่วนอวี้เจินไม่เคยพบผู้ชายที่หล่อเหลาเช่นนี้ในโลกแห่งความเป็นจริงมาก่อน จึงเผลอใจลอยไป
เฮ่อสวินรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่ได้ยินคำตอบก็ส่งเสียง “หืม?” สั้น ๆ ในลำคอ หางเสียงเชิดสูงขึ้นเล็กน้อย
หร่วนอวี้เจินสะดุ้งได้สติ รีบหลุบตาลง “ฉะ...ฉันแค่จำคนผิดน่ะค่ะ ฉันนึกว่าคุณอยู่ข้างใน...”
ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งเบาลง ท้ายประโยคกลืนหายไปในลำคออย่างคลุมเครือ
เฮ่อสวินไม่รับคำ สายตาเลื่อนจากใบหน้าเธอลงมาอย่างช้า ๆ กวาดผ่านเสื้อคลุมบางราวปีกจักจั่น ก่อนขมวดคิ้ว “แต่งตัวอะไรของคุณ ดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย”
หร่วนอวี้เจินห่อไหล่เล็กน้อย จากนั้นก็ได้ยินเสียงเขากดต่ำลง น้ำเสียงเย็นชาไร้ความอบอุ่น
“หร่วนอวี้เจิน สถานะที่คุณต้องการ ฉันให้คุณแล้ว คุณก็ทำตัวให้เรียบร้อย อย่าก่อเรื่องอะไรขึ้นมา ถ้าทำให้ภาพลักษณ์ของมูลนิธิเสียหาย...”
แววขบขันในดวงตาเขาเลือนหายไปจนหมด เหลือเพียงความมืดเย็นเยียบ “ก็อย่าหาว่าฉันไม่ไว้หน้า”
มูลนิธิไท่อี๋เป็นองค์กรการกุศลอันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ทุนสนับสนุนโรงเรียนภาษาจีน 37 แห่ง คลินิกบนเกาะ 14 แห่ง และบริจาคเงินช่วยเหลือให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติปีละหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ
เฮ่อสวินจัดงานเลี้ยงการกุศลในเมืองหลานไห่ทุกปี แม้แต่ภริยาประธานาธิบดีก็ยังต้องมาร่วมงานเพื่อให้เกียรติ
แต่ก่อนที่หร่วนอวี้เจินจะทะลุมิติเข้ามาในนิยาย เธอก็รู้ดีว่านั่นเป็นเพียงฉากบังหน้าของเครือไท่อี๋
บัญชีของเครือบริษัทแสดงรายการบริจาคเพื่อการกุศลทุกยอดอย่างตรวจสอบได้ และเกาะห่างไกลที่โครงการเหล่านั้นตั้งอยู่กลับเป็นจุดพักถ่ายสินค้าของธุรกิจใต้ดิน ซึ่งลำเลียงจากอ่าวหลานไห่ไปทางเหนือ ตะวันตก และใต้
เฮ่อสวินใช้มูลนิธิเลี้ยงเครือข่ายขนส่งที่ทอดยาวจากชายแดนเมืองหลานไห่ไปจนถึงหมู่เกาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เส้นเลือดใหญ่ใต้ดินของภูมิภาคนี้เกือบเก้าในสิบส่วนอยู่ในกำมือเขา
ใครกล้าแตะฉากบังหน้าการกุศลของเขา คนนั้นก็ต้องหายไปจากโลกนี้
หร่วนอวี้เจินกลัวจนพยักหน้ารัว ๆ “ฉันจะทำตัวดีค่ะ ฉันเชื่อฟังมาก เมื่อกี้แค่เดินผิดทาง เข้าห้องผิดจริง ๆ ค่ะ”
เทียวาที่อยู่ด้านหลังได้ยินดังนั้น มุมปากก็กระตุกนิด ๆ ก่อนรีบเบือนหน้าหนี
เพราะคุณนายเฮ่ออยู่ด้วย บรรดาผู้ชายในห้องจึงไล่สาวนั่งดริงก์ออกไปตั้งนานแล้ว
ชายหลายคนดื่มวิสกี้กันไปสองสามรอบ บรรยากาศก็ไม่ครึกครื้นเหมือนก่อน เฮ่อฉงเป็นคนเริ่มยกแก้วชนสองครั้ง ก่อนแยกย้ายกันอย่างรวดเร็ว
หร่วนอวี้เจินเดินตามเฮ่อสวินออกจากคลับ ลมกลางคืนพัดพาความชื้นและไอร้อนเข้าปะทะใบหน้า เธอก้มตัวเข้าไปนั่งเบาะหลังของรถกันกระสุน เว้นระยะห่างจากเฮ่อสวินไว้หนึ่งที่นั่ง
รถแล่นเข้าสู่ถนนซิงกวง เงาต้นปาล์มสองข้างทางถอยร่นอย่างรวดเร็วภายใต้แสงไฟหน้ารถ ป้ายไฟนีออนทอดเป็นริ้วแสงเลื่อนไหลอยู่บนกระจกรถ
หร่วนอวี้เจินผ่อนลมหายใจ เริ่มทบทวนเส้นเรื่องในนิยายอยู่เงียบ ๆ
ที่จริงเธออ่านนิยายต้นฉบับไม่จบ
ตอนนั้นเธออดนอนตามอ่านจนถึงกว่าร้อยตอนก็หมดความสนใจ ต่อมาจึงกวาดตาอ่านความคิดเห็นของคนอ่านอยู่บ้าง พอรู้คร่าว ๆ ว่าเฮ่อสวินเป็นผู้ชายเจ้าคิดเจ้าแค้นและเจ้าเล่ห์ นางเอกของเรื่องจะปรากฏตัวในภายหลัง ดูเหมือนจะเป็นหมอที่มีความยุติธรรมสูงมาก
ส่วนเจ้าของร่างเดิม...
หร่วนอวี้เจินขมวดคิ้ว ในหัวมีภาพเลือนรางผุดขึ้นมา ราวกับเจ้าของร่างเดิมเคยทำเรื่องร้ายแรงอย่างหนึ่ง จนเกือบทำให้เฮ่อสวินลงมือบีบคอเธอให้ตาย
แต่เธอนึกไม่ออกว่าเรื่องนั้นคืออะไร
แม้จะค้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมจนทั่ว ก็พบเพียงภาพกระจัดกระจายของการเดินห้าง รูดบัตร ด่าคน และหยอกล้อหนุ่มหน้าใส
ช่างเถอะ นึกไม่ออกก็ยังไม่ต้องคิดแล้วกัน
ยี่สิบนาทีต่อมา รถเลี้ยวเข้าสู่ถนนร่มรื่นส่วนตัว บานประตูเหล็กดัดค่อย ๆ เลื่อนเปิดออกทั้งสองข้าง
หร่วนอวี้เจินแนบตัวกับกระจกรถมองออกไป ดวงตาค่อย ๆ เบิกกว้าง
สองข้างทางมีไม้ยืนต้นเขตร้อนที่ตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ เรือนยอดแผ่เชื่อมต่อกันเป็นหลังคาสีเขียวเข้ม ใต้ต้นไม้มีเสาไฟทองแดงสไตล์ย้อนยุคตั้งอยู่ทุก ๆ สองสามก้าว
ไกลออกไป อาคารสีขาวสามชั้นซึ่งเป็นเรือนหลักตั้งอยู่ตรงสุดปลายสนามหญ้าที่ตัดแต่งเรียบร้อย เสาหลังคามีเฟื่องฟ้าสีม่วงเข้มเลื้อยพัน พวงดอกแน่นขนัดห้อยระย้าลงมาแทบถึงพื้น
คฤหาสน์ทั้งหลังเงียบสงบราวกับภาพวาดสีน้ำมัน แม้แต่เสียงลมพัดผ่านใบปาล์มยังฟังดูหรูหรามีระดับ
รถจอดสนิท หร่วนอวี้เจินลงจากรถ เท้าเหยียบลงบนพื้นกรวดสีเบจ เงยหน้ามองคฤหาสน์เบื้องหน้าแล้วรู้สึกดีใจสุดขีด
ชีวิตดี ๆ แบบนี้ จะหาเรื่องวุ่นวายไปทำไมอีก?
เธอเดินตามเฮ่อสวินเข้าประตูใหญ่ ลมที่พัดผ่านโถงนำกลิ่นหอมหวานของดอกพุดซ้อนกับดอกราตรีจากสวนเข้ามาปะปนกัน
ทันทีที่โคมระย้าคริสตัลในโถงทางเข้าสว่างขึ้น คนรับใช้สองแถวในเครื่องแบบสีเทาขาวเหมือนกันก็ก้มตัวลงพร้อมเพรียง “สวัสดีครับคุณผู้ชาย สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง”
เบื้องหน้ามีศีรษะเรียงรายมืดครึ้มไปหมด
ขนลุกของหร่วนอวี้เจินลามจากท้ายทอยลงไปจนถึงฝ่าเท้า
