“ดี ดี ดี ฉันรอเรื่องนี้อยู่แล้ว!” หวังฮุ่ยได้รับคำยืนยันอย่างชัดเจนแล้ว ดีใจจนแทบพูดไม่ออก รีบตอบรับทันที
“นี่ ตอนนั้นฉันพูดไว้ว่าไง ฉันเป็นคนมีประสบการณ์มาก่อน ต้องเชื่อสายตาฉันสิ!” หวังฮุ่ยพูดจ้ออีกครั้ง
“สายตาฉันแม่นยำมาก ดูสิ ตอนนี้ทุกอย่างก็ตรงกันหมดแล้วไม่ใช่เหรอ? เขามีใจ เธอก็มีใจ พวกเธอนี่คู่สร้างคู่สมกันจริง ๆ!”
เสิ่นเจียวพยักหน้าเห็นด้วย ใบหน้ามีรอยยิ้มบาง ๆ
ทั้งสองเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันไป หวังฮุ่ยก็ชวนเสิ่นเจียวคุยเรื่องเธอกับไจ๋เยว่ว่าจู่ ๆ ความสัมพันธ์พัฒนาไปถึงขั้นนี้ได้อย่างไร ตอนอยู่หมู่บ้านอูก่างเกิดเหตุการณ์สำคัญอะไรที่ช่วยให้ความรู้สึกของทั้งคู่คืบหน้าหรือเปล่า
เพราะก่อนหน้านี้ทั้งสองต่างก็ไม่ยอมรับกัน ทำเอาเธอสงสัยว่าตัวเองมองพลาดไปจริง ๆ หรือเปล่า
“ไม่ใช่ฉันที่ไม่ยอมรับ แต่ไจ๋เยว่ต่างหากที่เอาแต่ปฏิเสธและหลบเลี่ยง ฉันใบ้ให้เขาตั้งหลายครั้ง แต่เขาก็ทำเป็นฟังไม่เข้าใจ” เสิ่นเจียวกล่าว
หลังจากผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอจะให้เชื่อได้อย่างไรว่าไจ๋เยว่ชอบตัวเอง?
“แล้วคราวนี้เธอมั่นใจได้ยังไง ถึงกับพูดว่าจะไปดื่มเหล้ามงคลสมรสแล้ว หรือว่าตอนอยู่หมู่บ้านอูก่าง พวกเธอสองคนทำข้าวสารให้กลายเป็นข้าวสุกกันแล้ว?”
หวังฮุ่ยพูดถึงท้ายประโยคด้วยเสียงเบามาก ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูเสิ่นเจียว
เสิ่นเจียวหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย รีบกระซิบปฏิเสธว่า
“ไม่มี ไม่ใช่อย่างนั้น เธออย่าเดาส่งเดชสิ”
“แล้วเป็นอะไร? ในที่สุดไจ๋เยว่ก็รวบรวมความกล้าสารภาพรักกับเธอแล้วหรือ?” หวังฮุ่ยถามอีก
“ก็ไม่ใช่” เสิ่นเจียวตอบ
“แต่เขากอดฉัน กอดแน่นมากจนฉันแทบหายใจไม่ออก” เสิ่นเจียวพูดกระซิบกับหวังฮุ่ยอย่างเขินอาย
