แต่ไม่ว่าสายตาของเขาจะจดจ้องอย่างตั้งใจและเร่าร้อนเพียงใด อีกฝ่ายก็ไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังมองตรงไปข้างหน้าตลอด ไม่เหลียวมองไปทางอื่น
ไจ๋จิ่งเฉินมองหญิงสาวที่เดินไปอยู่ข้างเตียงของเจิ้งไห่ ในใจอิจฉาเจิ้งไห่อย่างยิ่ง คิดว่าถ้าคนที่กระดูกหักเป็นตัวเองก็คงดี
เขามองเจิ้งไห่คุยกับหญิงสาวในฝันด้วยสายตาอาวรณ์ อีกฝ่ายยังช่วยตรวจบาดแผลให้เจิ้งไห่ น้ำเสียงที่พูดคุยด้วยเอาใจใส่และอ่อนโยน ราวกับเสียงน้ำพุใสเย็น
หลังตรวจเจิ้งไห่เสร็จ เสิ่นเจียวก็ทายาภายนอกให้เขา พร้อมกำชับเรื่องที่ต้องระวัง
ตอนที่เธอกำลังจะหมุนตัวจากไป จู่ ๆ ไจ๋จิ่งเฉินที่อยู่ข้าง ๆ ก็รีบเรียกเธอไว้
“สหายครับ ทางนี้ยังไม่ได้ตรวจเลย”
เสิ่นเจียวหันกลับไปมอง เห็นไหล่ของเขาเปิดออกครึ่งหนึ่งและมีผ้าพันแผลพันอยู่ จึงเดาได้ว่าเป็นทหารที่ถูกยิงเข้าที่ไหล่ แล้วพูดกับเขาว่า
“อาการบาดเจ็บของคุณหนักที่สุด หมอทหารเป็นคนรับผิดชอบเอง ส่วนพวกเราดูแลเรื่องกระดูกหักกับบาดแผลภายนอกค่ะ”
ไจ๋จิ่งเฉินได้ยินแล้วก็พูดไม่ออกชั่วขณะ ไม่มีข้ออ้างอะไรอีก
พอเห็นเธอกำลังจะหันกลับไปอีก เขาก็คิดอะไรขึ้นมาได้ รีบสูดปากร้องซี๊ด
“หมอทหารตรวจให้ผมแล้วครับ แต่ผมรู้สึกว่าแผลยังเจ็บอยู่ หรือว่าเลือดซึมออกมาครับ” ไจ๋จิ่งเฉินพูดพลางขมวดคิ้วด้วยความกังวล
เมื่อเห็นดังนั้น เสิ่นเจียวก็หยุดเดิน มองบริเวณไหล่ที่พันผ้าพันแผลไว้ แต่ไม่เห็นมีเลือดซึมออกมาเลย
แต่คนเจ็บบอกว่าเจ็บ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด เสิ่นเจียวจึงเดินเข้าไปหา วางยาที่ถืออยู่ลง แล้วเริ่มแกะผ้าพันแผลเพื่อตรวจดูบาดแผลให้เขา
