หลังจากกินเสร็จ เสิ่นเจียวอยากล้างจาน แต่ไจ๋เยว่ไม่ยอมให้เธอลงมือ เขาล้างจานอย่างลวก ๆ ด้วยตัวเอง จากนั้นก็เก็บกวาดห้องครัวจนกลับมาสะอาดเป็นระเบียบดังเดิม
ระหว่างที่เขากำลังยุ่งอยู่ เสิ่นเจียวก็ยืนพิงขอบประตูมองเขา สายตาติดตามร่างของไจ๋เยว่ไปทุกการเคลื่อนไหว
สายตาที่จดจ่อจริงจังเกินไปนั้นทำให้ไจ๋เยว่ไม่อาจมองข้ามได้ เขาจึงเกร็งหลังตรงอยู่ตลอด ตอนวางจานลงก็เกือบทำหลุดมือ
ในที่สุด เมื่อไม่มีมุมไหนในครัวให้เก็บกวาดอีก ไจ๋เยว่จึงจำต้องหันกลับมา
เขาเอียงตัวเล็กน้อย จงใจหลบสายตาไม่ให้สบตากับเสิ่นเจียว เม้มริมฝีปากแล้วพูดว่า
“คุณไปพักบนเตียงเถอะ ตอนเย็นผมจะเอาข้าวไปให้”
“คุณเอามาให้เหรอ? คราวนี้ไม่ใช่จางหู่แล้วเหรอ?” เสิ่นเจียวถามกลับ
ไจ๋เยว่ได้ยินแล้วเม้มริมฝีปากแน่นขึ้น ตอบว่า “ถ้าจางหู่ว่างก็ให้จางหู่เอาไปให้ ถ้าเขาไม่ว่างผมจะเอาไปให้เอง”
เสิ่นเจียวฟังแล้วหันหลังกลับ พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “อ้อ งั้นก็ยังเป็นจางหู่เอามาให้อยู่ดี”
ไจ๋เยว่ไม่มีคำตอบ มองแผ่นหลังของเสิ่นเจียว ริมฝีปากขยับเล็กน้อยก่อนจะปิดลง
“คุณมีคนที่ชอบมานานหลายปีแล้วหรือเปล่า? อย่างเพื่อนสมัยเด็ก เพื่อนร่วมชั้น หรือไม่ก็ลูกของเพื่อนพ่อคุณ”
จู่ ๆ เสิ่นเจียวที่อยู่ข้างหน้าก็หันกลับมา เอ่ยถามไจ๋เยว่
“ไม่มี” ไจ๋เยว่ตอบออกมาโดยไม่ทันคิด แล้วเบี่ยงสายตาไปมองลานบ้านอีกครั้ง
เสิ่นเจียวฟังแล้วครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะถามต่อว่า
“แล้วมีกฎประจำตระกูลไหม? อย่างเช่นห้ามแต่งงานจนกว่าจะอายุเท่าไร หรือจนกว่าจะสร้างความดีความชอบได้”
