“ที่ตอนแรกพวกทหารเข้าใจว่าฉันเป็นคู่หมั้นของคุณ ก็เพราะฉันพูดเอง……” เสิ่นเจียวเอ่ยเสียงอู้อี้
ตอนนั้นเธอจำคนผิด แต่สุดท้ายกลับต้องให้ไจ๋เยว่ช่วยแก้สถานการณ์ให้……
“คำพูดนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก” ตอนที่เสิ่นเจียวกำลังโทษตัวเองอยู่ในใจ เธอก็ได้ยินเสียงทุ้มมีเสน่ห์ของชายหนุ่มดังมาจากเหนือศีรษะ
เสิ่นเจียวเงยหน้ามองเขา ดวงตาของไจ๋เยว่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยว่า
“ตอนนี้คุณเป็นคู่หมั้นของผมแล้ว ไม่สิ พูดให้ถูกก็คือ อีกไม่นานคุณก็จะเป็นภรรยาของผมแล้ว”
“ตอนนั้นคุณพูดได้ตรงเผงจริง ๆ ราวกับรู้อนาคตล่วงหน้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นเจียวก็ยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว เธอเขย่งปลายเท้าจูบเขาหนึ่งที แลกกับจุมพิตยาวนานจากอีกฝ่าย ก่อนทั้งคู่จะแยกจากกันอย่างอาลัยอาวรณ์ตรงประตูรั้ว
ไจ๋เยว่กลับไปยังแคมป์ทหาร ส่วนเสิ่นเจียวก็หันหลังกลับเข้าบ้าน
เรื่องระหว่างเธอกับไจ๋เยว่ รวมถึงไจ๋จิ่งเฉิน จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว ส่วนข้าวที่เดิมทีตั้งใจจะเอาไปให้ไจ๋จิ่งเฉินพรุ่งนี้ เธอก็ไม่คิดจะไปส่งอีก
เธอไม่อยากเห็นหน้าคนนั้นอีก แค่คิดถึงก็รู้สึกขัดใจและอึดอัดขึ้นมาแล้ว
เรื่องที่เกิดขึ้นตอนบ่ายแพร่ไปทั่วบ้านพักครอบครัวอย่างรวดเร็ว ทุกคนพากันพูดคุยถึงเรื่องนี้ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้กล่าวในแง่ร้าย แค่ร่วมวงคุยเอาสนุกเท่านั้น
“ที่แท้ก็เป็นลุงกับเมียหลานที่ไปพัวพันกัน สังคมสมัยนี้ดีขึ้นก็จริง แต่ถ้าย้อนกลับไปยี่สิบปีก่อน คงถูกจับถ่วงน้ำไปแล้ว”
หลี่ซิ่วได้ยินข่าวนี้ก็เคี้ยวเมล็ดแตงไปพลาง พูดจาถากถางไปพลาง
เพื่อนบ้านอีกสองสามคนที่อยู่ข้าง ๆ ไม่มีใครรับคำเธอ เพราะพวกเธอไม่โง่ เวลานี้ไม่มีใครอยากเลือกข้างหรอก
