“ขอบคุณครับอาจารย์” เมื่อซุนจื้อหมิงตอบตกลง ไจ๋เยว่ก็เอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ
ตอนนั้นเอง เสิ่นเจียวเดินเข้ามาในห้องโถงเพื่อหยิบของ บังเอิญได้ยินไจ๋เยว่พูดพอดี จึงถามขึ้นว่า
“พวกคุณคุยอะไรกันอยู่หรือ”
“เรื่องบางอย่างเกี่ยวกับงานแต่งของเราในอนาคตน่ะ” ไจ๋เยว่ตอบพลางมองเสิ่นเจียวด้วยรอยยิ้ม
“แล้วทำไมถึงขอบคุณอาจารย์ล่ะ” เสิ่นเจียวถามเขา
“เพราะว่า... ผมอยากเชิญอาจารย์มาเป็นสักขีพยานในงานแต่งของเราน่ะครับ” ไจ๋เยว่แต่งเรื่องหน้าตาเฉย
เสิ่นเจียวฟังแล้วก็เข้าใจ เธอยิ้มบาง ๆ ส่วนซุนจื้อหมิงที่อยู่ข้าง ๆ เหลือบมองไจ๋เยว่ ขี้เกียจจะเปิดโปงเขา
ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าเหตุผลที่ไจ๋เยว่ปิดบังเสิ่นเจียวก็เพราะชอบเธอมากเกินไป เขาคงไม่ช่วยส่งเสริมให้ทำเรื่องผิดหรอก
ไม่นานอาหารกลางวันก็เสร็จ มื้ออาหารของทั้งสี่คนอบอุ่นกลมเกลียว มีเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย
หลังใช้เวลาอันแสนอบอุ่นและงดงามที่บ้านอาจารย์ตลอดทั้งวัน วันรุ่งขึ้นหูหมิงฟางก็ต้องเดินทางกลับ
ไจ๋เยว่กับเสิ่นเจียวไปส่งเธอ ระหว่างทางทั้งสองคนแวะเข้าเมืองไปซื้อของด้วย
เมื่อก่อนเพราะสถานะของทั้งคู่ยังไม่ชัดเจน ไจ๋เยว่เคยให้เงินเสิ่นเจียวเท่านั้น ส่วนของที่ซื้อก็มีแต่ของใช้ในบ้านอย่างฟืน ข้าว น้ำมัน และเกลือ แทบไม่เคยซื้อของส่วนตัวให้เธออย่างจริงจังเลย
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เขาสามารถซื้อของอย่างอื่นให้เสิ่นเจียวได้อย่างเปิดเผย
เสิ่นเจียวคิดว่าไจ๋เยว่จะเข้าเมืองมาซื้อของใช้ประจำวันเข้าบ้าน แต่ไม่คิดว่าของทั้งหมดจะเป็นของที่ซื้อให้เธอ
พวกเขาไปที่ห้างสรรพสินค้าของรัฐ ซื้อผ้าลายดอกเล็ก ๆ ที่ทำจากผ้าไหมเทียม เข็มกลัดมุก รวมถึงผ้าเช็ดหน้าและกิ๊บติดผมแก้ว ซึ่งเป็นของที่วันนี้จางจวิ้นตั้งใจจะให้เสิ่นเจียวอยู่แล้ว
