คนทั้งสองนี้คือลูกน้องของหลิวฉางกุ้ยเจ้าของหมู่บ้านชิงสุ่ยหวานที่อยู่หมู่บ้านใกล้เคียง
ก่อนหน้านี้ ข่าวที่เซี่ยซูหวยจะแต่งงานกับสาวตระกูลหลี่ หลินยวี่เหอยังได้ยินจากปากหลิวฉางกุ้ยอีกที
นางจากเซี่ยซูหวยมา ก็แทบจะตัดขาดการติดต่อกับตระกูลเซี่ย
หลิวฉางกุ้ยเป็นลูกพี่ลูกน้องฝ่ายพ่อของหลินยวี่เหอ ทำอาชีพให้เงินกู้
หลินยวี่เหอคาดเดาว่าหลิวฉางกุ้ยยอมให้เซี่ยซูหวยกู้เงิน ก็เพราะเล็งเห็นว่าเขาจะได้แต่งงานกับสาวตระกูลร่ำรวย
แค่ครึ่งวัน เชื่อว่าข่าวที่เซี่ยซูหวยกับสาวตระกูลหลี่หมั้นหมายกันล้มคงแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านหงเยี่ยและชิงสุ่ยหวานแล้ว
ดังนั้นถึงได้มาทวงหนี้เร็วขนาดนี้
“เงินต้นสามตำลึง ลูกชายเจ้ากู้ไปครึ่งเดือน ครบทั้งต้นทั้งดอกต้องคืนห้าตำลึง”
ชุยซื่อสีหน้าเคร่งเครียด “ตกลงกันว่าให้กู้หนึ่งเดือน นี่เพิ่งครึ่งเดือนเอง”
อีกคนสวมเสื้อกั๊กสีเทาตะโกนเสียงดัง “เราก็คิดให้พวกเจ้านะ ปล่อยถึงสิ้นเดือน พวกเจ้าจะมีเงินสิบบตำลึงคืนเขาหรือไง?”
“อย่าพูดมาก รีบเอาเงินออกมา”
พูดพลางใช้ไม้เท้าที่ถืออยู่ฟาดใส่เสาบ้านดังปังๆ
จนหยุนเจี๋ยเอ๋อร์ตกใจกลัวหดตัวเป็นก้อน ร้องไห้เบาๆ ออกมา
คนสวมชุดยาวสีน้ำเงินน้ำเสียงหนักขึ้นอีก “ได้ยินไหม เอาเงินมา”
ตอนนั้นเอง เซี่ยซูหวยเดินออกจากห้องหนังสือ เขาดึงหยุนเจี๋ยเอ๋อร์เข้ามาใกล้ตัว สายตาเย็นเยียบ
เอ่ยเสียงเย็น “พอถึงกำหนด เงินจะคืนให้เอง แต่วันนี้ไม่ใช่”
ชายชุดยาวหัวเราะ “ถึงกำหนด? ห้าตำลึงยังไม่มีจะคืน แล้วสิบบตำลึงจะมีหรือ”
“ใครๆ ก็เรียกเจ้าว่าจวี่เหรินท่านหนึ่ง แต่คิดไม่ถึงว่าแม้แต่เงินแต่งงานก็ยังไม่มี”
คนสวมเสื้อกั๊กสีเทาเริ่มพูดแทรก “จะถือตัวไปใย เกรงว่าแม้แต่ในเมืองสวีหยาง ก็ยากจะหาจวี่เหรินจนๆ แบบนี้ได้อีกแล้ว”
“ฮ่าๆ”
รอยยิ้มของทั้งสองเสียดหู น้ำเสียงเยาะเย้ย
ชุยซื่อโกรธจนแทบหายใจไม่ออก หลินยวี่เหอประคองนางให้นั่งลงบนม้าไม้
เซี่ยซูหวยสีหน้าเขียวคล้ำ สายตาเฉียบคมดั่งคมดาบที่ชักออกจากฝัก
หลินยวี่เหอเคยเห็นฝีมือหมัดเท้าของเซี่ยซูหวยมาแล้ว กลัวว่าเขาจะทำให้เรื่องบานปลาย
จึงเอ่ยตอบโต้ “ก็แค่ลูกน้องรับใช้ของหลิวฉางกุ้ยเท่านั้น ถือเศษเงินสองสามสลึงที่นายจ้างให้มา ก็กล้ามาเยาะเย้ยบัณฑิตที่กินเงินหลวง”
จากนั้นก็เห็นนางหยิบถุงเงินหนักอึ้งออกมา ปาใส่ทั้งสองคน “นี่มีเศษเงินห้าตำลึง เอาใบสัญญาคืนสามีข้า แล้วรีบไปไกลๆ”
สีหน้าทั้งสองคนซีดเผือดสลับแดง
ชายเสื้อกั๊กสีเทาชั่งถุงเงินในมือ แล้วพยักหน้า
เพราะพ่อของหลินยวี่เหอ แม้แต่เจ้าของร้านของพวกเขายังต้องเกรงใจอยู่บ้าง ทั้งสองจึงไม่กล้าก่อเรื่องอีก ได้แต่คืนใบสัญญาให้เซี่ยซูหวย แล้วจากไปอย่างอดสู
มองดูท่าทางง่อยเปลี้ยของทั้งสอง หลินยวี่เหอมุมปากโค้งขึ้นยิ้มบางๆ
รอยยิ้มของนางยังไม่ทันหุบ ก็หันไปเจอสายตาจับจ้องของเซี่ยซูหวย
เมื่อก่อนเวลาตระกูลเซี่ยมีเรื่อง นางมักเมินเฉย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหยิบสินสอดออกมาช่วยเหลือ
สายตาของเซี่ยซูหวยซับซ้อนเกินไป หลินยวี่เหอรู้สึกผิดจนหลบตา
เงินนี้คือที่หลินยวี่เหอแลกมาจากตอนขายยาทำแท้งเมื่อวานนี้เอง
ตอนที่นางแต่งงานกับเซี่ยซูหวย มารดาของนางให้เงินห้าสิบตำลึง
หลังจากหย่าแล้ว คิดว่าไม่มีใครดูแล แล้วยังจะได้แต่งงานกับตระกูลหมินที่กินไม่หมดใช้นางไม่ถ้วน กลับใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย
สินสอดคงเหลือไม่มากนัก ต้องหาทางหาเงินเพิ่มแล้ว
ชุยซื่อเห็นคนไปแล้ว สีหน้าถึงจะดีขึ้นบ้าง
แต่กับหลินยวี่เหอกลับไม่มีอัธยาศัยดี โยนความโกรธใส่นาง “ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าก่อเรื่อง ไหนจะมีปัญหาเหล่านี้ เงินนี้ก็ถือเป็นค่ากินอยู่สามปีที่เจ้าอยู่บ้านเราเถอะ”
เมื่อก่อนตัวเองก็โหดร้ายพอจริงๆ เผชิญกับความเคืองแค้นของชุยซื่อ นางก็ไม่มีอะไรจะพูด
เซี่ยซูหวยไม่ได้พูดอะไร เขามองโอ่งหินที่เหลือน้ำแค่ครึ่งโอ่ง แล้วแบกไม้คานเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
หลินยวี่เหอรู้ดีว่า เซี่ยซูหวยยอมรับคำพูดของชุยซื่อ
วันรุ่งขึ้น ครอบครัวกำลังกินข้าวเช้าด้วยกัน
หลี่หยุนหลัวก็มาถึงตระกูลเซี่ย
นางสวมชุดกระโปรงสีเรียบง่ายดูสง่างาม ใบหน้าอ่อนหวานสะอาดตา เป็นคนที่ใครเห็นก็รู้สึกว่าสง่างามเหมาะสม
ไม่เหมือนหลินยวี่เหอที่มีหน้าตาสวยจัดจ้านจนผู้หญิงเห็นแล้วต้องแอบด่า ‘จิ้งจอก’
สาวใช้ของหลี่หยุนหลัวชื่อตงเยวี่ย มือสะพายห่อผ้าใบใหญ่สองใบ
พอแกะออก กลิ่นหอมยั่วยวนลอยมา กลิ่นนี้ไม่เหมือนกลิ่นอาหารธรรมดาทั่วไป
เหมือนกับอาหารในงานเลี้ยงวังหลวงที่ใครๆ ต่างชื่นชมเสียมากกว่า
หลินยวี่เหอถูกกลิ่นหอมดึงดูด จนอดไม่ได้ที่จะมองไป
บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารเลิศรส นางเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
หลี่หยุนหลัวเก็บสายตาที่กวาดมองนางกลับ สายตาแวบหนึ่งเผยความดูแคลนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แล้วเอ่ยเรียกอย่างสุภาพ “พี่หญิงหลิน เชิญชิมดูสิเจ้าค่ะ”
หลินยวี่เหอปฏิเสธโดยไม่คิดแม้แต่น้อย
คนนี้น่ะมาหาเซี่ยซูหวยชัดๆ ต่อให้นางจะใจกว้างแค่ไหน ก็รู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับคู่รักควรระวังตัวไว้
หยุนเจี๋ยเอ๋อร์ดีใจจนกระโดดโลดเต้น “ป้าหยุนดีจริงๆ มาส่งของกินให้อีกแล้ว”
“เนื้อแดงๆ นี่คือเนื้ออะไรเจ้าคะ?”
หลี่หยุนหลัวไม่ได้นั่ง ยืนอยู่ข้างโต๊ะแนะนำอย่างอดทน “อันนี้คือหมูสามชั้นตุ๋น อันนี้คือลูกชิ้นสิงโตตุ๋นน้ำใส อันนี้คือไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ อันนี้คือไก่ตุ๋นเห็ดเฮเซล”
ชามข้าวของหยุนเจี๋ยเอ๋อร์กองสูงลิ่ว นางกินจนแก้มตุ่ย ไม่มีเวลาสนใจใคร
ชุยซื่อกินพลางชม “เด็กดี เจ้าทำได้ยังไงกัน ช่างเป็นกุลสตรีจริงๆ”
“เกรงว่าแม้แต่บ้านขุนนางก็ยังทำอาหารฝีมือนี้ไม่ได้”
หลี่หยุนหลัวยิ้มเขินอาย สายตาเหลือบไปมองเซี่ยซูหวยที่ยังคงกินผักดองอยู่เป็นระยะ
สีหน้าแวบหนึ่งดูผิดหวัง แต่ก็ไม่ท้อแท้ กลับมีความมั่นใจอยู่ในนั้นด้วยซ้ำ
นางยกชามซุปไก่ไปวางตรงหน้าเซี่ยซูหวย “พี่ชายซูหวย พี่ลองชิมดูสิเจ้าค่ะ”
เซี่ยซูหวยแวบหนึ่งมีความอ่อนโยนวาบผ่านใบหน้า ตักซุปไก่สองช้อนดื่ม
หลี่หยุนหลัวยิ้มออกมาอย่างพอใจ
นางคิดในใจ ตัวเองเป็นคนสมัยใหม่ที่ข้ามเวลามายุคโบราณ อาหารพวกนี้เป็นแค่ส่วนเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งที่นางทำได้มีอีกมากมาย
คนโบราณบ้านนอก พวกนี้มันเชยสุดๆ
หลินยวี่เหอเดินมาถึงหน้าประตูก็หยุดกึก เหมือนได้ยินเสียงหลี่หยุนหลัวพูดอะไรบางอย่าง
หันไปมอง เห็นหลี่หยุนหลัวปากไม่ได้ขยับเลย
กำลังคิดว่าตัวเองหูฝาด เสียงของหลี่หยุนหลัวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
‘ข้ามีมิติอยู่ในมือ อยากได้อะไรก็ได้อย่างนั้น’
ประกอบกับรอยยิ้มเย่อหยิ่งของหลี่หยุนหลัว
หลินยวี่เหอมั่นใจได้เลยว่า นางได้ยินความคิดในใจของหลี่หยุนหลัวจริงๆ
นางยืนนิ่งอยู่กับที่ ตกใจจนไม่กล้าขยับ
จนกระทั่งหลี่หยุนหลัวบอกลาถึงได้เงยหน้ามองนาง
ลูบหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ ตั้งสติ
“พี่ชายซูหวย หนังสือพวกนี้พี่ดูไว้ก่อนได้เลย ต้องการอะไรเพิ่มก็บอกฉันได้”
เซี่ยซูหวยรับห่อผ้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยเสียงเบา “หนังสือข้ารับไว้ก่อน ต่อไปอย่าส่งมาให้อีกเลย”
“จะเสียชื่อเสียงของเจ้า”
ได้ยินคำเอ็นดูจากเซี่ยซูหวย หลี่หยุนหลัวดีใจจนสุดขีด สายตาอ่อนโยนเขินอายรับคำ
ชายหญิงรักใคร่กันอย่างนั้น ทำให้หลินยวี่เหอรู้สึกขัดใจ
นางคิดในใจ เจ้าไม่ให้ข้าอยู่ดี ข้าก็จะไม่ให้เจ้าสบายเหมือนกัน
หลี่หยุนหลัวเพิ่งก้าวออกจากตระกูลเซี่ย
หลินยวี่เหอก็รีบวิ่งตามออกไป ร้องเรียกนางตอนถึงทางโค้ง “คุณหนูหลี่ รอก่อนเจ้าค่ะ”
หลี่หยุนหลัวหยุดเดิน สีหน้ายังคงอ่อนโยน สายตาใสซื่อ “ไม่ทราบว่าพี่หญิงหลินเรียกข้ามีธุระอะไรหรือเจ้าคะ?”
หลินยวี่เหอพูดตรงๆ “ข้าขอเกรงใจ ถามคุณหนูหลี่ขอของสิ่งหนึ่งได้หรือไม่?”
