วันนี้หลินซิงเยว่ตื่นขึ้นเองหลังนอนเต็มอิ่ม นางพลิกตัวไปมา ขยับซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม ครั้นได้ยินเสียงสาวใช้เดินไปมาอย่างแผ่วเบาจากด้านนอก ก็รู้ว่าสายแล้ว
เมื่อลืมตาขึ้น ข้างเตียงกลับว่างเปล่า—เซียวจิ่งเยวียนหายไปนานแล้ว
“ชิงจู๋” นางเรียกเสียงเนือย
ชิงจู๋ถืออ่างทองแดงเข้ามา ครั้นเห็นนางตื่นแล้วก็กล่าวยิ้ม ๆ ว่า “พระชายาตื่นแล้วเพคะ”
หลินซิงเยว่หาวหวอดหนึ่ง ขยี้ตาพลางลุกขึ้นนั่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านอ๋องอยู่ที่ใด?”
“ท่านอ๋องเสด็จไปลานฝึกยุทธ์ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพคะ” ชิงจู๋บิดผ้าเช็ดหน้าไปพลางตอบไปพลาง
หลินซิงเยว่รับผ้าเช็ดหน้ามาประคบใบหน้า ไออุ่นชื้นแผ่ซ่าน นางชะงักไปชั่วครู่ “ฝึกยุทธ์หรือ? พระวรกายเพิ่งพักฟื้นได้ไม่กี่วัน จะทนไหวหรือ?”
พอถามออกไป นางก็รู้สึกว่าคำถามนี้ช่างไม่จำเป็นเอาเสียเลย
ทว่านางก็อดชื่นชมอยู่ในใจไม่ได้—ความอ่อนแอจากพิษกำเริบที่ทรมานมานาน กลับไม่อาจทำให้บุรุษผู้นั้นล้มลงได้
หลินซิงเยว่ยกผ้าเช็ดหน้าออกจากใบหน้า มองผิวน้ำในอ่างทองแดงที่ไหวกระเพื่อมเล็กน้อย จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงรสชาติบางอย่างที่ยากจะบรรยาย นางจำต้องยอมรับว่าความมุ่งมั่นของคนผู้นี้น่ากลัวจริง ๆ
ที่เขาทนมาได้นานถึงเพียงนี้ เกรงว่าคงมิใช่เพียงเพราะยาของท่านหมอหวัง หากยังเป็นเพราะความแข็งแกร่งที่หยั่งรากอยู่ในกระดูกด้วย
“ได้ยินแม่นมในจวนกล่าวว่า” ชิงจู๋เอ่ยพลางช่วยนางหวีผม “นอกจากยามพิษกำเริบจนลุกจากเตียงไม่ไหว ตราบใดที่ยังยืนขึ้นได้ ท่านอ๋องก็ฝึกวรยุทธ์ทุกวัน แม้จะไม่เหมือนแต่ก่อน แต่ก็ทรงทำต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดเพคะ”
