เมื่อไม่มีหลิ่วซื่ออยู่ร่วมโต๊ะ งานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้านหลังแต่งงานมื้อนี้จึงเงียบสงบเป็นพิเศษ
ตระกูลหลินมีสมาชิกไม่มาก หลินฉิงซานเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว แต่เดิมเขาอาศัยการช่วยเหลือจัดการธุระจากตระกูลเดิมของภรรยาเอก จึงตั้งหลักในแวดวงขุนนางได้ หลังภรรยาเอกล้มป่วยเสียชีวิต เขาก็แต่งหลิ่วซื่อเข้ามาเป็นภรรยาใหม่ บิดาของหลิ่วซื่อดำรงตำแหน่งเจ้ากรมปกครองท้องถิ่น เมื่อมีตระกูลฝ่ายภรรยาเป็นที่พึ่ง หลินฉิงซานจึงเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเรื่อย ๆ กระทั่งได้เป็นรองเจ้ากรมพิธีการในวันนี้
หลินซูเหยานั่งอยู่ปลายสุดของโต๊ะ ก้มหน้ากินข้าวเงียบ ๆ ไม่รู้ว่าถูกอ๋องจิ้งอันทำให้ตกใจ หรือในที่สุดก็รู้จักเก็บงำอารมณ์แล้วกันแน่ มีเพียงบางครั้งที่สายตาซึ่งปรายไปทางหลินซิงเยว่เผยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
หลินซิงเยว่คิดว่ามื้อนี้คงผ่านไปอย่างสงบเรียบร้อย
แต่เห็นได้ชัดว่านางประเมิน “ฝีมือการแสดง” ของใครบางคนต่ำไป
ก่อนเริ่มกิน นางจงใจเลือกที่นั่งซึ่งห่างจากเซียวจิ่งเยวียนพอสมควร แล้วนั่งข้างหลินฉิงซาน คราวนี้เซียวจิ่งเยวียนนั่งอยู่ตำแหน่งประธาน มีหลินฉิงซานคั่นกลาง คงสงบลงได้แล้วกระมัง?
ทว่านางยังประเมินช่วงแขนอันยาวของเซียวจิ่งเยวียนต่ำไป
เขาคีบปลาราดซอสเปรี้ยวหวานชิ้นหนึ่ง ข้ามโต๊ะไปครึ่งหนึ่งแล้ววางลงในชามของนาง
ท่าทางเป็นธรรมชาติและสงบนิ่ง
หลินซิงเยว่ “......?”
นางมองปลาชิ้นนั้นในชาม แล้วมองเซียวจิ่งเยวียน สมองพลันว่างเปล่าไปชั่วขณะ
คนผู้นี้เป็นอะไรไป? แสดงจนติดใจแล้วหรือ?
อีกอย่าง กับข้าวจานนี้ผ่านหน้าหลินฉิงซาน ต่อให้เขาอยากทำเป็นมองไม่เห็นก็ยากแล้ว!
เป็นดังคาด ตะเกียบของหลินฉิงซานชะงักไปครู่หนึ่ง สายตากวาดไปมาระหว่างเซียวจิ่งเยวียนกับหลินซิงเยว่อย่างรวดเร็ว แววตาฉายความตื่นตะลึงขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนเขาจะก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว ทำเป็นไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
