หญิงสกุลกงซุนได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็กระตุกเล็กน้อย นางเองก็อยากยื่นมือเข้าไปก้าวก่ายเรื่องแต่งงานของบุตรชายคนโต ทว่านางไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยปาก
เสิ่นเยี่ยนซู บุตรชายคนโตของนาง ไม่อยู่ใต้อำนาจของนางมานานแล้ว
แต่ต่อหน้าฮูหยินสกุลเซี่ย นางก็ยังต้องรักษาหน้า ฐานะและเกียรติยศของนางในเมืองหลวงเวลานี้ ล้วนต้องอาศัยเสิ่นเยี่ยนซูทั้งสิ้น
หากปล่อยให้คนนอกคิดว่านางควบคุมเสิ่นเยี่ยนซูไม่ได้ แล้วจะเป็นอย่างไร ต่อไปนางจะเงยหน้าสู้ผู้คนได้อย่างไร
นางจึงจำต้องฝืนใจเอ่ยว่า “แต่งกับหญิงที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วก็ไม่เป็นไร หญิงที่แต่งงานเป็นครั้งที่สองเคยล้มเหลวในความสัมพันธ์มาแล้วคราหนึ่ง วันหน้าพอเป็นภรรยาคนอื่นก็คงระมัดระวังยิ่งขึ้น”
“ในเมื่อเยี่ยนซูชอบนาง มารดาอย่างข้าก็ควรช่วยให้เขาสมหวัง มิฉะนั้นคนนอกคงกล่าวหาว่าข้าเป็นมารดาที่ไร้เมตตา!”
ฮูหยินสกุลเซี่ยเองก็คาดไม่ถึงว่าหญิงสกุลกงซุนจะพูดเช่นนี้ นางจึงชะงักไปชั่วขณะ
เห็นท่าหญิงสกุลกงซุนราวกับกำลังจะกลับ
นางรีบเอ่ยว่า “แต่ท่านอาหญิง หากวันหน้าใต้เท้าเสนาบดีเกิดเสียใจขึ้นมา บางทีอาจตำหนิท่านอาหญิงที่ไม่ห้ามปรามเขา ว่ามารดาอย่างท่านไม่ได้ช่วยเลือกดูให้ดี!”
หญิงสกุลกงซุนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า “ลูกหลานย่อมมีวาสนาของตนเอง ข้าคิดได้แล้ว ปล่อยวางเสียบ้างย่อมดีกับตัวเราเอง ชีวิตก็จะยืนยาวขึ้น”
เพราะแต่ก่อนนางลำเอียงเข้าข้างบุตรชายคนเล็ก ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเสิ่นเยี่ยนซูจึงกระอักกระอ่วนมาแต่ไหนแต่ไร
ยิ่งไปกว่านั้น คราก่อนนางยังคิดจะส่งหลานสาวฝ่ายมารดาของตนไปขึ้นเตียงเสิ่นเยี่ยนซู เพื่อบีบบังคับให้เขาแต่งกับหลานสาว
