ลมหายใจอุ่นของชายหนุ่มอยู่ใกล้เพียงเอื้อม หัตถ์เรียวยาวปิดดวงตานางไว้ ผิวเนื้อแนบชิดกัน
หรงจือจือชะงักไปชั่วขณะ รู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย
ใบหน้าพลันร้อนผ่าวขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นเยี่ยนซูลงมือทำเช่นนี้ไปโดยไม่ทันคิด ครั้นรู้ตัวก็ชะงักงันเช่นกัน เขารู้ดีว่าชายหญิงพึงรักษาระยะห่าง ทว่าพวกเขายังมิได้แต่งงานกัน ไม่ควรมีการสัมผัสเนื้อต้องตัวเช่นนี้
เขารีบชักมือกลับ ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำจนแทบหยดเป็นเลือด “ขออภัย เซี่ยนจู่! เปิ่นเซี่ยง...เปิ่นเซี่ยงล่วงเกินแล้ว”
หรงจือจือคิดว่า เกรงว่าทั่วทั้งราชสำนักคงไม่มีผู้ใดเคยเห็นเสิ่นเยี่ยนซูมีท่าทีลนลานจนทำอะไรไม่ถูกเช่นนี้มาก่อน
แต่นางเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาสักเท่าไร ย่อมไม่อาจหัวเราะเยาะเขาได้
นางเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร” ด้วยใบหน้าแดงก่ำ ใจเต้นระรัว ก่อนจะเบนสายตาไปมองด้านนอกด้วยความประหลาดใจ ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถึงทำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีเซินลนลานจนไม่สนใจอะไร รีบยื่นมือมาปิดตานางเช่นนี้?
ครั้นเห็นสายตาของนางมองออกไปด้านนอก
เสิ่นเยี่ยนซูหลับตาลง ถึงกับรู้สึกสิ้นหวังอยู่บ้าง
มัวแต่คำนึงถึงมารยาท จึงไม่ทันห้ามนางมองเห็นทุกสิ่งที่อยู่ด้านนอก
ในใจเขาเริ่มขุ่นเคืองคนจากจวนหรงที่คอยขัดขวาง ทำให้เขาคิดว่าวันนี้นางจะไม่มา จึงไม่ได้กำชับเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้า
จากนั้น
หรงจือจือเห็นนกแก้วกับแมวที่คุ้นตากำลังต่อสู้กัน ขนแมวกับขนนกแก้วลอยว่อนอยู่กลางอากาศ การต่อสู้ดุเดือดอย่างยิ่ง เสียงอึกทึกเมื่อครู่ก็เป็นฝีมือของพวกมัน
เจ้าตัวน้อยทั้งสองกำลังตีกัน นกแก้วยังใช้ขาข้างหนึ่งถีบหน้าแมว พลางพูดกับมันว่า “ฟังข้านะ เรียกท่านพ่อ!”
ไม่รู้ว่าแมวฟังเข้าใจหรือไม่ แต่เห็นได้ชัดว่ามันถูกยั่วโมโหอีกครั้ง จึงเปิดฉาก “ศึกตัดสิน” กันอีกรอบ
