ฉีอวิ๋นถึงกับตะลึงงัน “จือจือ เจ้าพูดอะไรน่ะ อย่าพูดด้วยความโมโหเลย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นได้!”
พวกเขาจะติดคุกได้อย่างไรกัน?
หรงจือจือเอ่ยเรียบ ๆ “ใครล้อเล่นกับพวกเจ้า? ต่อไปจงเรียกข้าว่าเซี่ยนจู่ หากยังเรียกชื่อเปิ่นเซี่ยนจู่ตรง ๆ เช่นนี้อีก เปิ่นเซี่ยนจู่ก็ไม่รังเกียจที่จะสั่งสอนกฎระเบียบและลำดับชั้นให้พวกเจ้าสักหน่อย!”
ฉีอวิ๋น “เจ้า...”
เมื่อเห็นสีหน้าเย็นชาของหรงจือจือ เขาจึงเข้าใจในที่สุด เกรงว่าครอบครัวของเขาจะเข้าใจผิดมาตั้งแต่แรก หรงจือจือไม่เคยคิดจะรับพวกเขาไว้เลย
ผู้ว่าราชการเหลือบมองฉีอวิ๋นกับฉีจื่อฟู่ด้วยสายตาเย้ยหยัน
ไม่ว่าจะว่าอย่างไร คนสกุลฉีก็เคยเป็นท่านโหวและเคยรับราชการมาก่อน ไร้คุณธรรมไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ทำให้เซี่ยนจู่เสื่อมเสียชื่อเสียงจนป่นปี้ แล้วยังมีหน้ามาก่อเรื่องถึงที่นี่อีกหรือ?
ทั้งสองถูกสายตาเช่นนั้นกระตุ้นจนรู้สึกอับอาย ครู่หนึ่งถึงกับพูดอะไรไม่ออก
ฉีอวี่เยียนกลับเอ่ยอย่างโมโห “หรงจือจือ เจ้ามันนังสารเลว! พวกเรามาอาศัยอยู่ในเรือนของเจ้า ถือว่าไว้หน้าเจ้าแล้ว เจ้าอย่าได้ใจจนไม่รู้จักรับน้ำใจเสียบ้าง!”
หรงจือจือหันกลับไปตบหน้านางฉาดหนึ่ง
เสียง “เพียะ” ดังขึ้น
ทุกคนต่างตกตะลึง
หรงจือจือจ้องนางด้วยสายตาเย็นชา “เห็นทีเมื่อก่อนข้าคงไว้หน้าเจ้ามากเกินไป หากตบเจ้าเสียตั้งแต่แรกสักสองสามครั้ง เจ้าอาจไม่พูดจาหยาบคายเช่นนี้ออกมาก็ได้!”
เมื่อฉีอวี่เยียนได้สติ นางก็เดือดดาลยิ่งนัก จึงพุ่งเข้าไปหมายจะตบตีกับหรงจือจือ
องครักษ์ที่หรงจือจือพามา รวมถึงผู้ว่าราชการจากที่ว่าการ ย่อมไม่ปล่อยให้นางทำสำเร็จ
ผู้ว่าราชการรีบสั่ง “บังอาจลบหลู่เซี่ยนจู่ จับนางไว้!”
มือปราบรีบเข้าควบคุมตัวฉีอวี่เยียนทันที
ฉีอวี่เยียนยังอยากด่าทออะไรอีก
หรงจือจือหันไปมองผู้ว่าราชการ “ใต้เท้าหวัง นางลบหลู่เปิ่นเซี่ยนจู่ โปรดลงโทษนางไปพร้อมกันด้วยเถิด!”
ผู้ว่าราชการกล่าว “ข้าน้อยรับบัญชา! ผู้ที่ลบหลู่เซี่ยนจู่ โทษเบาคือโบยสี่สิบไม้ โทษหนักคือจำคุกและเนรเทศ นางด่าทอเซี่ยนจู่ ย่อมหนีโทษโบยสี่สิบไม้ไม่พ้น”
หรงจือจือพยักหน้าอย่างพอใจ
