เห็นสีหน้าของเฉิงเฟิงแล้วช่างน่าขัน หรงจือจือจึงอดมองซ้ำอีกหลายครั้งไม่ได้
เมื่อนางมองเช่นนี้
เสิ่นเยี่ยนซูก็หันกลับมาด้วยความสงสัย ส่วนเฉิงเฟิงนั้นคอยจับตาดูเจ้านายของตนด้วยหางตาอยู่ตลอด อีกทั้งยังมีวรยุทธ์ ปฏิกิริยาจึงว่องไว รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติทันที
ดังนั้นเสิ่นเยี่ยนซูจึงเห็นเพียงใบหน้ายิ้มแย้มของเขา ไม่เห็นสีหน้าแปลกพิกลอันใด
หรงจือจือเดาอะไรบางอย่างได้ในใจ จึงกลั้นหัวเราะเอาไว้ ไม่ได้ส่งเสียงออกมา
หวังยวนหลินเดินออกมาก็เห็นสมุหใหญ่ของตนทันที เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายมาที่นี่ด้วยเหตุใด? ที่จริงแล้ว ในสายตาของพวกศิษย์ของสมุหใหญ่อย่างพวกเขา สมุหใหญ่เป็นผู้จริงใจโปร่งใสดุจลมสายและแสงจันทร์หลังฝน ทั้งยังสมบูรณ์แบบที่สุด
หรงจือจือจะดีเพียงใด อย่างไรก็เป็นหญิงที่หย่าขาดแล้ว ในใจของทุกคนย่อมรู้สึกอยู่บ้างว่านางไม่คู่ควรกับสมุหใหญ่
แต่เมื่อเห็นสมุหใหญ่ใส่ใจนางถึงเพียงนี้...
เช่นนั้นสมุหใหญ่มีความสุขก็พอแล้ว พวกเขาจะยืนมองสมุหใหญ่ครองตัวเป็นขุนนางไร้พวกพ้องไปตลอดชีวิตได้อย่างไร?
หวังยวนหลินประสานมือคารวะ “ข้าน้อยคารวะสมุหใหญ่ คดีจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ!”
ฉีอวิ๋นรีบขอความเมตตาแทนคนทั้งสกุล “สมุหใหญ่ เรื่องนี้เป็นเพียงความเข้าใจผิดจริง ๆ ขอท่านช่วยพูดให้หน่อย โปรดเมตตาละเว้นพวกเราด้วย!”
ฉีจื่อฟู่เอียงศีรษะ กล่าวด้วยน้ำเสียงเตือนว่า “ท่านพ่อ พอเถิด! พวกเราไม่ขอร้องใคร!”
เขานึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา สกุลฉีของพวกเขาถูกริบยศศักดิ์ บิดาถูกจัดให้ไปยืนรับคำตำหนิอยู่หน้าประตูวัง ส่วนตนเองก็โขกศีรษะจนแตกเลือดเพื่อขอขมา กระทั่งวันนี้ที่ถูกริบบ้านริบทรัพย์ ทั้งหมดล้วนเป็นคำสั่งของเสิ่นเยี่ยนซู!
