เมื่อเห็นฉีอวี่เยียนรีบร้อนออกไป หรงจือจือจึงแสร้งร้องเรียกด้วยความร้อนใจว่า “น้องสามี เจ้าอย่าก่อเรื่องเด็ดขาด รีบกลับมาเถิด!”
ทว่าตัวนางกลับยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ไม่คิดจะลุกไปขวางแม้แต่น้อย
ฉีอวี่เยียนได้ยินเสียงหรงจือจือแล้ว กลับยิ่งเดินเร็วขึ้น ราวกับกลัวว่าจะมีสิ่งใดมาฉุดรั้งวาสนาอันงดงามของตนไว้
หรงจือจือถอนหายใจ “เฮ้อ แล้วจะทำเช่นไรดีเล่า...”
ท่าทีของนางครานี้ทำเอาฉินผิงถิงตะลึงงัน
วันนี้หรงจือจือเป็นอะไรไป? เหตุใดจึงไม่ลุกขึ้นขัดขวางจริงจัง ปล่อยให้ฉีอวี่เยียนออกจากประตูไปได้?
ถึงตอนนั้น นางค่อยหาโอกาสยุยงฉีอวี่เยียนเป็นการส่วนตัวอีกสักสองสามประโยค ฉีอวี่เยียนก็จะยิ่งเคียดแค้นหรงจือจือ และไม่พอใจพี่สะใภ้ผู้นี้หนักกว่าเดิมมิใช่หรือ?
ขณะที่นางกำลังชะงักงัน หรงจือจือก็เงยหน้ามอง “คุณหนูลูกผู้พี่ ท่านมิได้มากับอวี่เยียนหรือ? ยังไม่รีบตามไปอยู่เป็นเพื่อนนางอีก?”
ฉินผิงถิงรู้สึกอึดอัดใจ ทั้งยังฟังออกว่านั่นคือคำไล่แขก
นางเองก็เป็นห่วงว่าฉีอวี่เยียนจะก่อเรื่องขึ้นมาจริงๆ ครั้นท่านป้ารู้ว่าตนเป็นคนยุยง นางคงถูกตำหนิ จึงรีบหันไปตามขัดขวางฉีอวี่เยียน
ทว่าเวลานี้ ฉีอวี่เยียนจะยอมให้นางขัดขวางได้อย่างไร?
หลังจากสองลูกพี่ลูกน้องจากไปแล้ว
จาวซีหันมาถามหรงจือจือ “คุณหนู ท่านหมายความว่าอย่างไรหรือ? จะปล่อยให้นางไปก่อเรื่องที่จวนเฉียนหวังจริงๆ หรือเจ้าคะ?”
หรงจือจือจิบชา ก่อนกล่าวอย่างเรียบเฉย “นางอยากไปก็ปล่อยให้นางไปเถิด นางเซี่ยเอ่ยปากอยู่เสมอว่าชอบข้า แต่ยามไม่อยากให้ข้าเป็นสะใภ้ กลับพูดจาไม่น่าฟังถึงเพียงนั้น ลองคิดดูสิ ฉีอวี่เยียนเป็นคนที่นางเซี่ยดูแคลนมาแต่ไหนแต่ไร แล้วนางเซี่ยจะมีถ้อยคำดีๆ ให้พูดกับนางได้หรือ?”
จาวซีตาเป็นประกาย “คุณหนูตั้งใจจะให้อวี่เยียนไปหาเรื่องใส่ตัวหรือเจ้าคะ?”
