อวี้มั่นฮว่ากล่าวอย่างลังเลว่า “นี่...นี่จะไม่เหมาะสมหรือไม่? อนุภรรยากลัวว่าฮูหยินซื่อจื่อจะไม่พอใจ”
ฉีจื่อฟู่ขมวดคิ้วกล่าวว่า “นางจะไม่พอใจอะไร? เรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อเจ้าเท่านั้น แต่ยังเพื่อบุตรในครรภ์ของเจ้าด้วย อย่าว่าแต่เตาอุ่นมือเพียงชิ้นเดียวเลย ต่อให้เจ้าต้องการอยู่เรือนหลาน นางก็ควรย้ายออกมาแล้วยกให้เจ้า!”
อวี้มั่นฮว่ารีบกล่าวว่า “อนุภรรยาไม่กล้าหรอกเจ้าค่ะ ท่านสามีอย่าได้กล่าวเช่นนี้อีกเลย อนุภรรยาเป็นเพียงภรรยารองคนหนึ่ง จะคู่ควรอยู่เรือนของฮูหยินซื่อจื่อได้อย่างไร?”
ฉีจื่อฟู่ได้ยินอวี้มั่นฮว่ากล่าวเช่นนี้ กลับรู้สึกตาสว่างขึ้นมา
หากเขาเรียกจือจือให้ย้ายออกจากเรือนหลาน นางย่อมได้รู้ว่าในจวนนี้ใครกันแน่เป็นผู้มีอำนาจ ต่อไปนางยังจะกล้าทำให้เขาเสียหน้าอยู่ร่ำไปได้อย่างไร?
รออีกสองวันถึงวันพักราชการ เขาค่อยไปพูดเรื่องนี้กับจือจือ
วันนี้เขายังโกรธอยู่ ปล่อยให้นางรอไปสักสองสามวันก่อนเถิด ท่าทีเช่นนาง มีคุณสมบัติอันใดมาพบสามีอย่างเขา?
เมื่อคิดเช่นนั้น เขาก็กุมมืออวี้มั่นฮว่าไว้ “อย่าได้กังวลไป เจ้าเป็นถึงองค์หญิง แค่เรือนหลังหนึ่งเท่านั้น จะมีอะไรไม่คู่ควร? ข้าบอกว่าเจ้าคู่ควร เจ้าก็คู่ควร”
อวี้มั่นฮว่ามีสีหน้ายินดี “ฟู่หลาง ท่านดีกับข้าเหลือเกิน!”
ฉีจื่อฟู่เห็นนางเป็นเช่นนี้ ในใจก็ยิ่งเบิกบาน มั่นฮว่าพอใจได้ง่ายดายเพียงนี้ นี่ต่างหากคือท่าทีของสตรีที่รักเขาควรมี ไหนเลยจะเหมือนจือจือที่แข็งกร้าวเช่นนั้น!
……
ชั่วพริบตาเดียวก็ผ่านไปสามสี่วัน
จาวซีประคองน้ำชามาให้หรงจือจือ “คุณหนู เมื่อคืนฉีอวี่เยียนกับฉีจื่อเสียนกลับออกมาจากศาลบรรพชนแล้วเจ้าค่ะ”
“ทั้งสองคนมีสีหน้าซีดเขียว ราวกับคนใกล้ตาย ไร้ชีวิตชีวาแม้แต่น้อย เกรงว่าต้องพักฟื้นหลายวันกว่าจะหายดี”
“อีกทั้งฉินซื่อก็มีบาดแผลเต็มตัวไม่พอ ได้ยินว่าเมื่อคืนก่อนยังนอนตกหมอนอีกด้วย นางปวดจนร้องครางทั้งวันทั้งคืน เกรงว่าคงนอนไม่หลับเช่นกัน”
