ฉินซื่อนึกถึงความหนาวเหน็บที่ตนต้องทนมาตั้งแต่เช้าวันนี้ก็โกรธจนแทบอยากกลืนหรงจือจือลงท้องทั้งเป็น ครั้นเห็นว่าตนเกลี้ยกล่อมบุตรชายจนใจอ่อนแล้ว
ฉินซื่อจึงรุกต่อไม่หยุด กล่าวอีกว่า “เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสินเดิม เจ้าอย่าปกป้องนาง ทั้งยังต้องหาวิธีตั้งกฎเกณฑ์ให้นางเสียบ้าง”
“ทำให้นางรู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนที่ขาดนางไม่ได้ หัวใจของเจ้าก็ไม่ได้รักนางที่สุดเช่นกัน องค์หญิงมั่นฮว่ากับบุตรในครรภ์ของนาง เจ้าต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ หรงจือจือจึงจะรู้สึกหวาดหวั่น ระมัดระวังตัว และทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วงชิงความรักใคร่จากเจ้า”
ฉีจื่อฟู่หัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง “เรื่องนี้ลูกเข้าใจดี! ก่อนหน้านี้พอให้เป็นอนุ นางก็จะหย่าขาด แสดงว่ากระดูกยังแข็งเกินไป แต่ก่อนลูกดีกับนางมากเกินไปหน่อย”
“หากนางรักข้าจริง ต่อให้เป็นอนุก็ควรยินดี แล้วไยแม้แต่เข้าหอก็ยังไม่ยอม? ท่านแม่วางใจเถิด ลูกจะอบรมสั่งสอนนางให้ดี เรื่องนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น!”
หรงจือจืองดงามเกินผู้ใด ครั้งที่เขายังนอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียง ผู้คนที่มาเยี่ยมเยียนล้วนเอ่ยถึงหรงจือจือ ต่างกล่าวว่าเขาช่างมีวาสนาดีนัก
ราวกับบุรุษอกสามศอกอย่างเขาเป็นเพียงของประดับของหรงจือจือ มีเกียรติยศได้ชั่วครู่ก็เพราะนาง
แต่เดิมเขาก็ไม่พอใจเป็นทุนอยู่แล้ว ครั้นมารดาจัดให้เขาพบหรงจือจือเป็นครั้งแรก ในใจก็คิดจะยึดคำหมั้นคืน ทว่าไม่คาดว่าอีกฝ่ายจะงามล้ำถึงเพียงนั้น ทั้งรูปโฉมและกิริยาล้วนโดดเด่น ทำให้หัวใจเขาเต้นระรัว แล้วเขาจะเอ่ยคำยึดคำหมั้นคืนออกมาได้อย่างไร? ถึงกับฝันอยากแต่งนางกลับมาเป็นภรรยา
