หรงจือจือเงยหน้ามองเขา แววตาราวกับกำลังมองคนโง่เขลา ทั้งยังเจือความเย้ยหยันอยู่หลายส่วน
สีหน้าหรงเชื่อเจ๋อพลันเขียวคล้ำ “สายตาเช่นนี้ของเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
หรงจือจือกล่าว “ความหมายก็ง่ายดาย ยาเป็นของที่บิดาบุญธรรมมอบให้ ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าและหรงเจียวเจียวแม้แต่น้อย ต่อไปอย่าได้คิดถึงมันอีก”
หรงเชื่อเจ๋อเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้าไม่ให้ข้าหรือ?”
หรงจือจือกล่าวเสียงเบา “ก็ไม่ถึงกับไม่ให้เสียทีเดียว จาวซี!”
จาวซีหยิบขวดยาสองขวดที่คุณหนูสั่งให้เตรียมไว้ก่อนหน้านี้มาวางบนโต๊ะ
หรงจือจือกล่าวเรียบ ๆ “ยาสองขวดนี้ล้วนมีสรรพคุณดีเลิศในการรักษาบาดแผลภายนอก ในเมื่อเจ้ากับน้องสามต่างก็มีบาดแผลติดตัว ให้คนละขวดก็ไม่เป็นไร ส่วนที่เหลือก็อย่าได้เอ่ยถึงอีก”
หรงเชื่อเจ๋อจ้องขวดยาสองขวดนั้น แล้วถามหรงจือจือ “แบ่งให้ข้าแค่สองขวด เจ้าคิดจะปัดสวะให้พ้นตัวเหมือนให้ทานขอทานหรือ?”
หรงจือจือหัวเราะเยาะในใจ นี่เรียกว่าปัดสวะให้พ้นตัวเหมือนให้ทานขอทานอย่างนั้นหรือ?
หลายปีมานี้ หรงเชื่อเจ๋อกับหรงเจียวเจียวเคยให้อะไรแก่นางบ้าง? ในสายตาของพวกเขา นางยังด้อยกว่าขอทานเสียอีก
นางกล่าวเสียงเรียบ “เจ้าไม่รับก็ได้ ข้าย่อมไม่บังคับให้เจ้ารับ หากไม่มีธุระอื่นก็เชิญกลับไปเถิด”
“อีกอย่าง ชายหญิงย่อมมีขอบเขต บัดนี้เจ้าไม่ใช่เด็กเล็กแล้ว ต่อไปหากจะมาที่เรือนข้า จงแจ้งให้ทราบก่อน!”
หรงเชื่อเจ๋อรู้สึกอึดอัดขึ้นมาในอก
อดนึกถึงวันเวลาอันแสนดีที่เมื่อก่อนตนกับหรงจือจือรักใคร่ผูกพันกันฉันพี่น้องไม่ได้ ในตอนนั้นนางจะพูดกับเขาอย่างเย็นชาเช่นนี้ได้อย่างไร ถึงกับให้เขาแจ้งก่อนเข้าประตูด้วยหรือ?
