หรงจือจือจ้องมองสองปู่หลาน คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้
หรงอี้วางแผนลับหลังเช่นนี้ก็แล้วไปเถิด แต่เมื่อเรื่องบานปลายมาถึงเบื้องหน้า พวกเขาไม่เพียงไม่รู้สำนึก กลับยังหน้าด้านฉวยโอกาสขอเข้าจวนสมุหใหญ่อีกหรือ?
นางหัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง พลางมองหรงเจาแล้วกล่าวว่า “ข้าเพิ่งรู้ว่าในหมู่เครือญาติของข้า ยังมีคนไร้คุณธรรมและไร้ยางอายเช่นนี้อยู่ด้วย!”
หรงเจาถูกกล่าวเช่นนี้ สีหน้าย่อมดูไม่จืด
เขาหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที แล้วตำหนิว่า “จือจือ เจ้าใช้วาจากับผู้อาวุโสเช่นนี้ได้อย่างไร? อย่าคิดว่าแค่ได้เป็นเซี่ยนจู่แล้ว จะไม่เห็นผู้อาวุโสแห่งสกุลอยู่ในสายตา!”
“แม้แต่บิดาของเจ้ายังต้องเรียกข้าว่าท่านอา เจ้าเป็นเพียงผู้น้อย จะพูดจาเหลวไหลอะไร?”
หรงจือจือกล่าวเสียงเรียบว่า “เมื่อท่านปู่ทวดไร้เหตุผลให้โต้แย้ง ก็ทำได้เพียงยกฐานะอาวุโสของตนมาข่มขู่ข้าเท่านั้น”
ด้วยวัยเช่นหรงเจา ไฉนจะฟังไม่ออกว่าหรงจือจือกำลังด่าว่าเขาไร้เหตุผลและอาศัยวัยชราข่มผู้อื่น?
เขาจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่า ตนเองแสดงท่าทีไร้ยางอายออกมาจริง ๆ?
แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาจะทำอะไรได้อีก? จะเอาเชือกรัดคอหลานสาวให้ตายหรือ?
เมื่อเทียบกันแล้ว มิสู้ให้หลานสาวไปเป็นอนุของสมุหใหญ่จริง ๆ เสียยังดีกว่า วันหน้าสกุลของพวกเขาอาจได้ประโยชน์มากกว่าการพึ่งพาหรงโม่ชิงด้วยซ้ำ!
หรงเจาหน้าคล้ำกล่าวว่า “เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น หากไม่ใช่เพราะเจ้าหย่าขาดกับสกุลฉี น้องอี้ของเจ้าก็คงไม่ถูกถอนหมั้น!”
“เดิมทีเจ้าก็ติดค้างน้องอี้ของเจ้าอยู่แล้ว บัดนี้นางก็ชอบสมุหใหญ่ การเป็นอนุภรรยาชั้นสูงก็เท่านั้น เจ้ายังไม่ยอมช่วยให้นางสมปรารถนา นี่มันเหตุผลอันใด?”
