เมื่อเห็นเจี่ยงเฉียวยังคงเงียบ หลินเหอก็หัวเราะทั้งที่โกรธ และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยใจ
“ดีมากเลยนะ ตอนนี้นายเล่นเงียบใส่ฉันใช่ไหม”
พอเห็นหลินเหอตาแดงก่ำ เจี่ยงเฉียวก็ลนลานขึ้นมาทันที รีบพูดว่า “เหอเหอ ตอนนั้นผมดูแลไม่ทั่วถึง”
“ดูแลไม่ทั่วถึงยังไง ธุระอะไรจะใหญ่กว่าลูกอีก ถึงกับไม่มีเวลาแม้แต่จะมาสนใจสักนิดเลยเหรอ”
ตอนนั้นถ้ามีผู้ใหญ่สักคนคอยไกล่เกลี่ย อันอันกับชูอีในงานเลี้ยงวันนี้ก็คงไม่เป็นแบบนั้น ทั้งที่จริงพวกเขาควรจะเป็นพี่น้องที่คอยห่วงใยและดูแลกันอย่างใกล้ชิด
คิดมาถึงตรงนี้ หลินเหอแทบจะร้องไห้
“เหอเหอ ตอนนั้นบนเกาะเฟิ่งเจี่ยทางซีกซ้ายของมหาสมุทรแปซิฟิก เจ้าหน้าที่พบบัตรประชาชนของผู้โดยสารที่ประสบเหตุเครื่องบินตก และยังพบร่องรอยว่ามีคนเคยอาศัยอยู่ที่นั่น ผมก็เลยไปที่เกาะเฟิ่งเจี่ย ค้นหาอยู่ในบริเวณนั้นสามเดือน”
สัญญาณที่มหาสมุทรแปซิฟิกไม่ดี เวลาเจี่ยงเฉียวโทรกลับมา เสียงก็ขาด ๆ หาย ๆ
สุดท้ายเจี่ยงเฉียวก็กลับจากเกาะเฟิ่งเจี่ยมือเปล่า
ทุกครั้งที่เบาะแสนำความหวังมาให้เจี่ยงเฉียว มันก็หมายถึงการสูญเสียอีกครั้ง และก็จมดิ่งสู่ความโศกเศร้าไม่รู้จบ
“ขอโทษนะเหอเหอ ในวันที่คุณหายไป ผมดูแลลูก ๆ ของเราไม่ดีเลย”
เจี่ยงเฉียวสะอื้นเล็กน้อย มองหลินเหอด้วยสายตาเศร้าสร้อย ริมฝีปากขยับเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็กลืนกลับลงไป เขาก้มหน้าดูเหมือนถูกทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย เหมือนหมาตัวน้อย ๆ ที่ไม่มีใครต้องการ
“คุณโกรธผมเถอะ ขอโทษนะ”
หลินเหอเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ เครื่องบินที่ตกเที่ยวนั้นเธอนั่งเป็นไฟลต์กลางคืน ดวงจันทร์ก็กลมเหมือนวันนี้
