ในห้องน้ำ
หนิงเซียวรวบรวมสติได้แล้ว กำลังจะออกไป ก็ถูกหลินโม่ที่รีบตามมาขวางไว้
หลินโม่เปลี่ยนมาสวมชุดรับแขกสีแดงไวน์ แต่งหน้าอย่างประณีตจนเครื่องหน้าดูงดงามสดใสยิ่งขึ้น
พอเจอกัน ทั้งคู่ก็โผเข้ากอดกันแน่น
“เซียวเซียว ในที่สุดเธอก็มาเสียที! เมื่อกี้ฉันเห็นเธออยู่ในห้องส่วนตัว แต่ปลีกตัวออกมาไม่ได้ พอเห็นเธอออกมาก็รีบแอบตามมาเลย”
ขณะพูด มุมปากของเธอก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตายังคงมีชีวิตชีวาเหมือนเมื่อครั้งยังเยาว์ ราวกับกาลเวลาหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยทิ้งร่องรอยไว้บนตัวเธอ
หนิงเซียวมองเธอ ความอบอุ่นเอ่อขึ้นในใจ ทั้งยังยินดีจากใจจริงที่ความรักยาวนานหลายปีของเพื่อนรักลงเอยอย่างงดงาม
เธอโอบกอดอีกฝ่ายเบา ๆ “หลินโม่ ยินดีด้วยกับการแต่งงานนะ”
หลังจากรำลึกความหลังกันครู่หนึ่ง หลินโม่ก็ถามตรง ๆ ว่า “เจอฉินหล่างแล้วใช่ไหม เธอคิดว่าเขาเป็นยังไงบ้าง”
หนิงเซียวพยักหน้า ถึงขั้นเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะพูดอะไรต่อ
เป็นไปตามคาด
“ฉินหล่างเป็นเพื่อนซี้วัยเด็กของฉีเจียหาว หลังเรียนจบก็เปิดสำนักงานทนายความ หน้าตาดี หุ่นดี แถมยังสุภาพบุรุษ ครบเครื่องขนาดนี้หาได้ยากนะจ๊ะ เพื่อนรักอุตส่าห์เก็บไว้ให้เธอโดยเฉพาะ ลองคบหาดูไหม”
“เขาดูไม่เลวก็จริง แต่ฉันกับเขาไม่เหมาะกันหรอก”
“ยังไม่ทันได้ทำความรู้จักเลย รู้ได้ยังไงว่าไม่เหมาะ”
หนิงเซียวกะพริบตาปริบ ๆ
เธอไม่อยากข้องเกี่ยวกับคนรอบตัวเสิ่นฉืออีก ทางที่ดีที่สุดคือแยกจากกันวันนี้แล้วไม่ต้องพบกันอีก เธอจึงเปลี่ยนเรื่อง “ไว้คราวหน้าถ้ามีคนเหมาะ ๆ ค่อยแนะนำให้ฉันนะ”
“คราวหน้าอีกแล้วเหรอ” หลินโม่พูดอย่างจนใจ “เธอช่วยเปลี่ยนวิธีปฏิเสธบ้างได้ไหม ฉันฟังจนเบื่อแล้ว อย่าบอกนะว่าเธอยังลืมแฟนสมัยมหาวิทยาลัยคนนั้นไม่ได้”
หนิงเซียวชะงัก ใบหน้าเย็นชาของเสิ่นฉือพลันผุดขึ้นมาในความคิด
เธอส่ายหน้า “ลืมไปนานแล้ว แค่คิดว่าการอยู่คนเดียวก็ดีเหมือนกัน”
แต่หลินโม่ไม่เชื่อเลยสักนิด เธอมองหนิงเซียวอย่างเคลือบแคลง “อย่าบอกนะว่าเธอถูกใจเพื่อนของฉินหล่าง คนที่นั่งข้าง ๆ ฉินหล่างน่ะ เมื่อกี้ในห้องส่วนตัวเธอแอบมองเขาตั้งหลายครั้ง”
“เซียวเซียว เธอมีพิรุธนะ”
แววตาหนิงเซียวไหววูบ “เธอมองผิดหรือเปล่า”
หลินโม่ไม่ตอบ สีหน้าค่อย ๆ เคร่งขรึมขึ้น
“อย่าโทษเพื่อนเลยที่ไม่ช่วยเป็นแม่สื่อให้พวกเธอ ที่สำคัญคือพวกเราไม่สนิทกับเขาจริง ๆ ผู้ชายคนนั้นเป็นคุณชายตระกูลเสิ่นแห่งเมืองเป่ยเฉิง ปกติไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้หรอก บังเอิญวันนี้เขามาตรวจดูโรงแรมอวิ๋นม่าน โรงแรมนี้เป็นกิจการของเครือเสิ่นกรุ๊ป ฉินหล่างเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยกับเขา พวกเราเลยให้ฉินหล่างช่วยเชิญเขามานั่งด้วยกัน”
“ได้ยินว่าเขามีแฟนที่คบกันมาเจ็ดปี ความสัมพันธ์มั่นคงมาตลอด ไม่แน่ว่าอีกไม่นานเมืองเป่ยเฉิงอาจได้จัดงานแต่งแห่งศตวรรษ ตระกูลเศรษฐีระดับท็อปแบบนั้น พวกเราเอื้อมไม่ถึงหรอก”
หัวใจหนิงเซียวพลันบีบรัด ลมหายใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ
เธอนึกถึงเมื่อเจ็ดปีก่อนขึ้นมา จู่ ๆ มารดาของเสิ่นฉือก็มานั่งอยู่ในร้านกาแฟ หญิงสูงศักดิ์ผู้แต่งกายประณีตวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างเธอกับเสิ่นฉือด้วยถ้อยคำอ่อนโยนและสงบนิ่งที่สุด “หนูเป็นเด็กสาวที่รู้จักเหตุผล การแยกจากกันเป็นผลดีต่อทั้งหนูและเสิ่นฉือ สถานการณ์ทางบ้านของหนู ป้าก็พอรู้มาบ้าง ต่อให้หนูไม่เลิกกับเขา ต่อให้พ่อแม่ของหนูเห็นด้วยกับการคบกันระหว่างหนูกับเสิ่นฉือ คุณปู่ของเขาก็ไม่มีวันยอมให้ครอบครัวอย่างหนูเข้าไปเกี่ยวข้องกับเสิ่นฉือแน่”
ตอนนั้นเสิ่นฉือยังไม่ได้สูงศักดิ์จนชวนให้คนรู้สึกห่างเหินอย่างทุกวันนี้ เขาเคยกินอาหารริมทางกับเธอ เคยนั่งรถเมล์เบียดเสียดไปด้วยกัน เธอไม่เคยคิดเชื่อมโยงเขากับตระกูลเสิ่นแห่งเมืองเป่ยเฉิงที่คนภายนอกพูดถึงกันเลย
ไม่น่าแปลกใจที่ตอนนั้นแม่ของเสิ่นฉือจะพูดกับเธอเช่นนั้น
ตอนนี้เธอถึงได้รู้ว่า ตระกูลเสิ่นที่ใคร ๆ ในเมืองเป่ยเฉิงพูดกันว่าร่ำรวยมหาศาลนั้น ก็คือตระกูลของเสิ่นฉือ
หนิงเซียวข่มหัวใจที่เต้นระส่ำไว้ แล้วคลี่ยิ้มอ่อนโยน “ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ใช่คนที่จะตกหลุมรักใครตั้งแต่แรกพบหรอก”
“อย่างนั้นก็ดี” หลินโม่ถอนหายใจโล่งอก “ไว้คราวหน้าถ้าเพื่อนเจอคนดี ๆ จะคัดให้เธออีกนะ” พูดจบก็มีคนรีบมาตามเธอไปอีกครั้ง
หนิงเซียวไม่ได้ตามไป เธอก้มหน้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พิมพ์ข้อความว่า: โม่โม่ ทางสตูดิโอที่เมืองไห่มีปัญหาเรื่องส่งมอบงาน ฉันต้องรีบกลับไปจัดการ จองตั๋วเที่ยวบินที่เร็วที่สุดไว้แล้ว ขอโทษนะ ทั้งที่มาช้าอยู่แล้ว ยังต้องกลับก่อนอีก คราวหน้าพวกเธอมาเมืองไห่ ฉันจะชดเชยให้ดีเลย
ส่งข้อความเสร็จ หนิงเซียวก็เก็บโทรศัพท์ ไม่ได้กลับเข้าไปในห้องส่วนตัว แต่เดินอ้อมไปสุดทางเดิน เตรียมลงบันไดทางหนีไฟ
แสงสีเขียวสลัวจากไฟฉุกเฉินส่องออกมา ให้ความสว่างแก่บันไดแคบ ๆ อยู่เล็กน้อย จู่ ๆ มุมมืดก็สว่างวาบด้วยแสงสีแดงเข้ม หนิงเซียวสะดุ้ง เผลอหันหลังเดินออกไปทันที
“ทำไม ไม่อยากเห็นหน้าฉันขนาดนั้นเลยหรือ”
มือที่วางอยู่บนประตูของเธอชะงัก
เสียงฝีเท้าด้านหลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
หนิงเซียวหันกลับไป มองใบหน้าที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม หัวใจเต้นเร็วขึ้น “คุณต้องการอะไร”
เสิ่นฉือดับบุหรี่ในมือ “ตื่นเต้นอะไร เพื่อนเก่าพบกัน รำลึกความหลังหน่อยไม่ได้หรือไง”
แสงริบหรี่เหนือศีรษะส่องลงบนใบหน้าของเสิ่นฉือทั้งหมด ทิ้งให้เธอซ่อนอยู่ในความมืด เธอเงยหน้าขึ้นมองใบหน้านั้นอย่างไม่คิดปิดบัง “ต่อจากนี้เราคงไม่มีวันเกี่ยวข้องกันอีก จะเสียเวลาของเราทั้งคู่ไปทำไม”
ในความมืด ลมหายใจของชายหนุ่มค่อย ๆ หนักขึ้น “เธอมีสิทธิ์พูดแบบนี้หรือ เดินจากไปโดยไม่พูดสักคำ ฉันอนุญาตให้เลิกกันแล้วหรือไง”
เสิ่นฉือจ้องเธอ ความเย็นชาในดวงตาค่อย ๆ รวมตัวขึ้น
เขายื่นมือมาบีบคางเธอ
หนิงเซียวเจ็บเล็กน้อย ถูกบังคับให้เงยหน้าขึ้น
ชั่วขณะที่เลือนราง เธอเหมือนย้อนกลับไปยังค่ำคืนฤดูร้อนอันชื้นแฉะและมืดมนเมื่อเจ็ดปีก่อน เสิ่นฉือดันเธอชิดมุมมืดที่ไม่มีใครล่วงรู้
นั่นคือจูบแรกของเธอกับเขา
กาลเวลาผันผ่าน ผู้คนและสิ่งต่าง ๆ ล้วนเปลี่ยนไป
“ขอโทษ”
นี่คือคำขอโทษที่มาช้าไปเจ็ดปี
“หนิงเซียว”
เสิ่นฉือก้มตามองเธอ กระตุกมุมปาก น้ำเสียงแหบพร่า “สองพันสามร้อยห้าสิบเอ็ดวัน แค่คำขอโทษคำเดียวก็จบแล้วหรือ เธอใจร้ายจริง ๆ”
หนิงเซียวมองดวงตาเย็นชาคู่นั้นที่เอ่อท้นด้วยความแค้น ปลายนิ้วกำแน่น ก่อนคลายออกอย่างหมดแรง
เธอฝืนยกมุมปากเป็นรอยยิ้มไม่ยี่หระ เตือนเขาว่า “ฉันก็ขอโทษแล้ว แล้วไงต่อ คุณทำแบบนี้เพราะอยากกลับมาคืนดีกับฉันหรือ ไม่กลัวเธอคนนั้นเสียใจหรือไง”
สิ้นเสียง ร่างของเสิ่นฉือก็แข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด
เขาจ้องเธออยู่นาน สุดท้ายก็ค่อย ๆ คลายมือออก
“เธอนี่ช่างหลงตัวเองจริง ๆ”
เสียงดังปึง ประตูทางหนีไฟด้านหลังถูกเปิดแล้วปิดลง ความมืดโอบล้อมเธอไว้อย่างรวดเร็ว
บันไดกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หนิงเซียวยังคงอยู่ในท่าเดิม ไม่ขยับไปไหน
จนกระทั่งหน้าจอสว่างขึ้น พร้อมเสียงแจ้งเตือนข้อความใหม่ เธอกดเข้าไปดู เป็นข้อความตอบกลับจากหลินโม่ที่ถามว่าเธออยู่ที่ไหน
หนิงเซียว: ออกมาแล้ว กำลังไป
เก็บโทรศัพท์แล้วเดินลงบันไดไป
*
เงาต้นไม้ข้างทางเลื่อนถอยหลังผ่านกระจกรถอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิภายในรถกำลังพอดี อาคารโรงแรมอวิ๋นม่านค่อย ๆ เล็กลงในกระจกมองหลัง ก่อนหายลับไปตรงหัวมุม
หนิงเซียวเอนศีรษะพิงข้างหน้าต่าง
การพบกันอีกครั้งเพียงครึ่งชั่วโมงสั้น ๆ สูบเรี่ยวแรงทั้งหมดของเธอไปจนหมด ศีรษะหนักอึ้งพร่าเบลอ...
ในความฝัน เธอกลับไปยังฤดูร้อนอันร้อนระอุของปีนั้นอีกครั้ง
