ขนทั่วร่างของฉันลุกตั้งชันในชั่วพริบตา ฉันหันขวับไปมองด้านหลัง
พนักงานกำลังยกอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่แท้ก็พนักงานนี่เอง
แต่ทำไมเขายิ้มน่าขนลุกแบบนั้น ขนลุกไปหมดแล้ว
“เฮ้ย เซวียจิ่งเหยา มัวเหม่ออะไร ข้อเสนอฉันเมื่อกี้เป็นไงบ้าง” ซูเหว่ยเหว่ยถาม
ฉันหวั่นใจกับคำพูดของแม่ แต่ใจลึก ๆ ก็ดื้อรั้น อารมณ์สองอย่างตีกันจนหงุดหงิด
ฉันตอบไปว่า “ไว้ค่อยว่ากัน”
แต่ก็เหมือนที่ซูเหว่ยเหว่ยว่า ฉันสังเกตเห็นว่าสายตาของซ่งหลินมักจะมองมาที่ฉัน แล้วก็ยิ้มให้
ทำเอาฉันเขินอยู่ไม่น้อย
หลังอาหารเย็น พวกเราไปร้องคาราโอเกะกัน และในห้องส่วนตัว ซ่งหลินนั่งลงข้างฉัน
เขายื่นมือมาหาฉัน พูดอย่างสุภาพอ่อนโยนว่า “ผมอยากรู้จักรุ่นน้องสักหน่อย ไม่ทราบว่าจะมีเกียรติไหมครับ”
ฉันชะงักไป ก่อนจะรีบยื่นมือไปจับ “สวัสดีค่ะรุ่นพี่ ฉันชื่อเซวียจิ่งเหยา”
เมื่อเจอซ่งหลินที่ทั้งหล่อ อ่อนโยน และเป็นสุภาพบุรุษเช่นนี้ หัวใจฉันเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกนอกอก
พอเห็นว่าฉันกับซ่งหลินเริ่มคุยกัน ซูเหว่ยเหว่ยก็ขยับไปนั่งไกล ๆ อย่างรู้งาน ไม่มารบกวนเรา
ระหว่างที่คุยกัน ฉันพบว่าฉันกับซ่งหลินมีงานอดิเรกหลายอย่างเหมือนกัน และเขาก็รู้เยอะมาก ดูเหมือนเขาจะรู้ดีทุกด้าน
ใจฉันเอ่อท้นด้วยความเลื่อมใสในตัวซ่งหลิน สายตาแทบจะจับจ้องเขาอยู่ไม่วาง
แต่ฉันกลับรู้สึกตลอดว่ามีสายตาหนึ่งในห้องกำลังจ้องมองฉัน ตามติดอย่างกับเงา ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด
เวลาล่วงเลยดึกขึ้นเรื่อย ๆ ใกล้ถึงเวลาปิดหอพักแล้ว ฉันจึงเตรียมตัวกลับ
แต่ซูเหว่ยเหว่ยไม่ยอมกลับด้วยกัน ซ้ำยังยุให้ซ่งหลินไปส่งฉัน หน้าแดงร้อนผ่าว แต่ซ่งหลินกลับตอบตกลงอย่างเปิดเผยว่าจะไปส่ง
“จิ่งเหยา เราไปกันเถอะ ผมรับรองว่าจะพาคุณถึงก่อนหอปิดแน่” ซ่งหลินยิ้มให้ฉัน
เมื่อเห็นซ่งหลินที่สุภาพอ่อนโยน ฉันพยักหน้าอย่างเขินอาย
ขณะที่ฉันกับซ่งหลินกำลังเดินออกจากห้อง ในเสียงเพลง ฉันได้ยินเสียงเพื่อนคนอื่นคุยกัน
“เฮ้ย คนที่นั่งตรงมุมนั่นใครวะ ใครพามา”
“มั่วละมั้ง เมาจนตาฝาดหรือเปล่า มุมนั้นมีคนที่ไหน อย่ามาเบี้ยวกินเหล้านะ มา ๆ ดื่มต่อ”
“แต่ฉันเห็นจริง ๆ นะ ตอนนี้หายไปได้ไง...”
“ตาฝาดไปเองนั่นแหละ”
คำพูดหลังจากนั้นฉันฟังไม่ถนัดแล้ว เพราะฉันกับซ่งหลินออกมานอกห้อง
ซ่งหลินขับรถมา ฉันดูเวลาแล้ว น่าจะกลับไปก่อนหอปิดได้ทัน
นั่งข้างซ่งหลิน ฉันยิ่งรู้สึกประหม่า และเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น
ซ่งหลินที่เมื่อก่อนช่างพูด เมื่อขึ้นรถกลับเงียบไม่พูดอะไรสักคำ ใบหน้าก็ไร้รอยยิ้มอ่อนโยน แสงสลัวในรถทำให้สีหน้าของซ่งหลินดูหม่นมัว
ฉันไม่กล้าพูดอะไรทันที หรือว่าที่ผ่านมาฉันเผลอพูดหรือทำอะไรให้ซ่งหลินหมดอารมณ์
รถวิ่งออกไป ซ่งหลินยังคงสีหน้าเคร่งขรึม ไม่พูดอะไร แต่ฉันกลับมองจากกระจกหลังเห็นว่าแววตาของเขาชำเลืองมาที่ฉันเป็นระยะ
พูดตามตรง ใจของฉันเริ่มไม่ดี ฉันหันไปมองนอกหน้าต่างรถ แต่กลับพบว่าถนนเส้นนี้ไม่ใช่ทางกลับมหาวิทยาลัย ไม่รู้ว่ารถวิ่งมาอยู่บนถนนเปลี่ยวตั้งแต่เมื่อไร สองข้างทางมีแต่ต้นไม้ มองไม่เห็นตึกใด ๆ
ใจฉันหล่นวูบ ไม่ถูกต้องแล้ว มีบางอย่างผิดปกติมาก
“รุ่นพี่ นี่ไม่ใช่ทางกลับมหาวิทยาลัย! คุณขับรถมาที่ไหน” ฉันหันไปมองซ่งหลิน สีหน้าตึงเครียด
ซ่งหลินไม่ตอบ แต่กลับเหยียบคันเร่ง รถพุ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม
ฉันตกใจจนต้องรีบคว้าราวจับ หลังจากนั้นประมาณห้านาที ซ่งหลินก็เหยียบเบรกกะทันหัน ด้วยแรงเฉื่อยทำให้ทั้งตัวฉันพุ่งไปข้างหน้า ศีรษะกระแทกเข้ากับแผงประตู เป็นรอยโนปูดขึ้นทันที
ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น แต่สัญชาตญาณบอกฉันว่า ฉันอยู่ในรถต่อไม่ได้แล้ว ซ่งหลินที่อยู่ข้างกายเต็มไปด้วยความลึกลับและอันตราย
โชคดีที่ประตูรถไม่ได้ล็อกตาย ฉันกระโดดลงจากรถแล้วก็ตะลึงงัน รอบข้างเป็นป่ารกร้าง แสงสว่างเพียงหนึ่งมาจากรถยนต์
ในหัวก็ผุดข่าวหญิงสาวถูกทำร้ายเสียชีวิตขึ้นมา ตอนนี้ฉันเสียใจสุดซึ้ง
ทำไมฉันถึงหลงระเริงขึ้นรถซ่งหลินไปได้
รุ่นพี่ปกติคนไหนจะพาคนมาที่เปลี่ยวแบบนี้
ตอนนี้ ซ่งหลินก็ลงจากรถด้วย เขายืนพิงประตูรถ ยิ้มมองฉัน แต่รอยยิ้มนั้นไม่ถึงดวงตาเลย
“รุ่นพี่ คุณจะทำอะไร” ฉันจ้องมองซ่งหลินอย่างระแวดระวัง ตามองหาทางหลบหนี
ซ่งหลินเอานิ้วเช็ดริมฝีปาก แล้วค่อย ๆ เดินเข้ามาหาฉัน น้ำเสียงยังอ่อนโยน แต่แฝงความเย็นเยียบ
“กินคุณที่นี่ ก็คงไม่มีใครรู้”
กินฉัน
กิน
เป็นกินแบบที่ฉันคิดหรือเปล่า
ฉันถอยหลังไปทีละก้าว น้ำเสียงสั่นเครือ “ฉะ ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูด...”
ทันใดนั้น ซ่งหลินที่กำลังเดินมาหาฉันก็หายวับไปตรงหน้า ฉันยังไม่ทันกลัวด้วยซ้ำ แต่ในวินาทีถัดมาเขากลับมาอยู่ข้างหลังฉัน และโอบกอดฉันแน่น
พอกอดฉันแบบนี้ ร่างฉันก็อ่อนยวบลงทันที ไร้เรี่ยวแรงใด ๆ ความรู้สึกประหลาดนี้ทำให้ฉันอยากร้องไห้
เขาก้มหน้าลงที่ซอกคอฉัน สูดหายใจเข้าลึก ๆ อย่างหลงใหล “หอมจริง คงอร่อยน่าดู”
ฉันกลัวจนตัวสั่น เขาเหมือนพวกโรคจิตเลย
“ถ้าคุณกินฉัน คุณไม่กลัวเพื่อนฉันแจ้งตำรวจเหรอ เพื่อนฉันรู้ว่าฉันมากับคุณ”
ซ่งหลินที่กอดฉันอยู่หัวเราะเสียงเบา “ผมจะดื่มเลือดคุณทุกหยด กินเนื้อคุณทุกชิ้น กินกระทั่งกระดูกก็ไม่เหลือ ต่อให้แจ้งความก็ทำอะไรผมได้”
ฉันสังเกตว่าคำพูดของซ่งหลินผิดปกติ กินที่เขาพูดกับกินที่ฉันเข้าใจมันไม่เหมือนกัน
ทันใดนั้น ความเจ็บแปลบก็แล่นจากไหล่ ซ่งหลินกัดไหล่ฉันเข้าแล้ว
เจ็บจนสมองปลอดโปร่ง ฉันนี่เจอคนกินคนเข้าแล้วเหรอ
เซวียจิ่งเหยาเอ๋ยเซวียจิ่งเหยา แกนี่มันอาภัพนัก คนอื่นตายแล้วสุดท้ายก็เป็นแค่เถ้ากระดูก ส่วนแกจะกลายเป็นอึ
ฉันร้องไห้ด้วยความเจ็บ ซ่งหลินกอดฉันแทะสด ๆ เลย
แต่ฉันไม่มีแม้แต่แรงจะดิ้นรน ได้แต่มองตาเหลือก สูดกลิ่นคาวเลือดในอากาศ
ไฟรถสาดสว่างบนถนนร้างราวกับกลางวัน เปลือกตาฉันปรือลงไร้เรี่ยวแรง แต่ในตอนนั้นเอง ฉันก็เห็นว่าใต้ฝ่าเท้าฉัน นอกจากเงาของซ่งหลินแล้ว ยังมีเงาอีกสองเงา
เงาหนึ่งเป็นของฉัน อีกเงาหนึ่งสูงใหญ่ผิดปกติ ทันใดนั้น เงาสูงใหญ่นั้นก็ขยับ ร่างสีแดงวาบผ่านหน้าฉันไป
ในขณะเดียวกัน คนที่กอดฉันอยู่ก็ปล่อยมือฉันทันที ซ่งหลินถูกเงาสีแดงนั้นจับยกขึ้น แล้วซัดลงกับพื้นอย่างแรง
เสียงเย็นเยียบเยือกดังขึ้นในค่ำคืนอันเงียบสงัด “สุนัขไม่เจียมตัว ให้ข้าสอนเจ้าเขียนคำว่าตายไหม”
