ค่ำคืนดำมืดราวกับน้ำหมึก
กองกำลังติดอาวุธแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งจำนวนสามสิบกว่านาย กำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วอยู่บนลานหินกรวดในหุบเขา
พวกเขาไม่ใช้อุปกรณ์ให้แสงสว่างใด ๆ ทั้งสิ้น อาศัยเพียงแสงจันทร์สลัว ๆ ในการบอกทิศทาง และเหล่าสัตว์กลายพันธุ์กว่าสิบตัวที่เดินนำหน้าเพื่อสอดแนม
แทนที่จะเรียกว่าสัตว์กลายพันธุ์ บอกว่าอสูรกายพวกนั้นถูกดัดแปลงมาจากหมาป่าทุ่งหญ้าจะดีกว่า
ในเบ้าตาพวกมันฝังดวงตาจักรกลเย็นเยียบไว้ การเคลื่อนไหวแข็งทื่อไร้ความเป็นธรรมชาติ แม้แต่ลมหายใจก็ผิดปกติปนเปกัน
เห็นได้ชัด
ระหว่างกระบวนการดัดแปลง
วิญญาณหมาป่าของพวกมันถูกชำแหละทิ้งไป เหลือไว้เพียงร่างเปล่าที่ถูกยัดเยียดปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน
ในขบวน
ชายร่างสูงผอมคนหนึ่งกำไรเฟิลไว้ในมือ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“หัวหน้า ท่านว่าแค่พวกเรากับอุปกรณ์กระจอก ๆ เท่านี้ จะบุกคุกชีวภาพนั่นได้จริง ๆ หรือ”
“ใครบอกว่าเราจะต้องลงมือบุกเอง”
เสียงแหบพร่าดังขึ้น
คนพูดเป็นชายที่สวมหน้ากากผี กลิ่นอายชั่วร้ายน่าขนลุก ทั่วทั้งร่างแผ่ไอเย็นยะเยือกที่ทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
“หา” ชายร่างสูงผอมชะงัก
ชายหน้ากากผียกคางไปทางด้านหลังและเอ่ยอย่างเนิบนาบว่า
“พวกเราไม่ต้องรับผิดชอบแนวรุกหลัก แค่เฝ้าติดตามและสังเกตการณ์อยู่ด้านหลัง พวกที่จะเข้าโจมตีคุกชีวภาพจริง ๆ คือกลุ่มคนประหลาดที่อยู่ข้างหลังแกนั่น”
ชายร่างสูงผอมหันไปมองตามสัญชาตญาณ
เห็นคนยี่สิบกว่าคนที่เงียบกริบมาตลอดทางกำลังเดินตามอยู่ พวกเขาเหมือนฝูงซากศพเดินได้ไร้วิญญาณ
แววตาเลื่อนลอย
ผิวหนังเน่าเปื่อยสีเขียวเข้ม
