รุ่งเช้าวันถัดมาชุยลิ่งเฉินหาโอกาสไปนั่งดื่มชาที่เรือนหลักของหวังซื่อผู้เป็นมารดาตามคาด
หวังซื่อกำลังพลิกดูสมุดบัญชี เมื่อเห็นบุตรชายคนโตมาเยือนก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
“วันนี้ไม่ไปสำนักศึกษาหลวงหรือ?”
“ขอลาครึ่งวัน”ชุยลิ่งเฉินนั่งลง ณ ที่นั่งด้านล่าง กล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “ได้ยินว่าท่านแม่กำลังดูตัวให้ลิ่งอี๋ ลูกคิดว่าเรื่องใหญ่ในชีวิตของน้องสาว อย่างไรก็ควรไต่ถามสักหน่อย จึงถือวิสาสะไปสืบถามมาสองสามประโยค”
หวังซื่อเงยหน้าขึ้น แววตาเจือความพินิจ “เจ้าสืบถามเรื่องใดมา?”
“ไม่มีเรื่องใหญ่อันใด แค่ถามถึงนิสัยใจคอของหวังอวี้กับเซียวเจวี๋ยเท่านั้น”
ชุยลิ่งเฉินประคองถ้วยชา เล่าเรื่องที่ตนสืบมาได้อย่างไม่เร่งร้อน
เขาเล่าอย่างพอเหมาะ ไม่เสริมแต่ง ไม่จงใจกล่าวร้ายหวังอวี้
เมื่อฟังจบ รอยยิ้มบนใบหน้าของหวังซื่อก็แข็งค้างไปในทันใด
นางมาจากตระกูลใหญ่ ไฉนจะไม่เข้าใจความหมายเบื้องหลังคำว่า “มีสาวงามคอยเติมกลิ่นหอมข้างแขนเสื้อ”
“เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ?” น้ำเสียงของหวังซื่อเปลี่ยนไป
“เป็นความจริงแน่นอน”ชุยจิ่งหมิงกล่าวหนักแน่น “ลูกไม่กล้าเอาเรื่องใหญ่ในชีวิตของน้องสาวมาล้อเล่น”
สีหน้าของหวังซื่อเคร่งขรึม แต่เดิมนางคิดว่าหวังอวี้เป็นการแต่งงานที่ยิ่งผูกสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น อีกทั้งยังช่วยดูแลบุตรสาวได้ดียิ่งขึ้น ใครจะรู้ว่าจะมีเรื่องรักใคร่คลุมเครือเช่นนี้
