ช้าก่อน นี่ยังไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนี้
นางออกแรงดันอีกฝ่ายขึ้นฝั่ง แล้วตบแก้มเขาเบา ๆ “นี่! ฟื้นสิ! อย่ามาแกล้งตายอยู่ตรงนี้ หากเจ้าตายขึ้นมา พี่ชายเจ้าจะอธิบายกับผู้อื่นอย่างไร!”
เด็กหนุ่มไร้ปฏิกิริยา
ชุยชิงอี๋ร้อนใจจนมือไม้พันกัน รีบพลิกตัวเขาให้คว่ำหน้า พาดอยู่บนโขดหินริมฝั่ง แล้วตบหลังเขา
“แค่ก...”
น้ำคำหนึ่งทะลักออกจากปากเด็กหนุ่ม
ชุยชิงอี๋ถอนหายใจยาว
ยังมีชีวิตอยู่
เงินบำนาญยังไม่หลุดลอยไป
ยามนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งร้อนกับเสียงร้องอุทานก็ดังมาจากระเบียงทางเดินไกล ๆ เสียที
“ทางนั้น! มีคนอยู่ทางนั้น!”
“สวรรค์! รีบไปดูเร็ว!”
ชุยชิงอี๋พิงโขดหินริมฝั่ง ร่างกายเปียกโชก หนาวจนสั่นเทา เสื้อแขนแคบสีขาวจันทร์แนบลู่ไปกับเรือนร่าง นางก้มมองสภาพอเนจอนาถของตน ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้กะทันหัน
เสื้อตัวนี้เป็นของที่ชุยลิ่งอี๋เพิ่งให้ยืมมา
...เสื้อของพี่หญิงร่วมตระกูล
พังอีกแล้ว
คราวนี้ไม่ใช่คราบชา แต่เป็นเพราะทั้งร่างตกลงไปแช่ในสระน้ำเย็นยะเยือก
เพียงคิดถึงเรื่องนี้ นางก็เจ็บปวดใจ
ทว่ายังไม่ทันเจ็บปวดใจได้นาน ผู้คนกลุ่มใหญ่ก็กรูกันเข้ามา
ผู้ที่นำหน้ามาคือบ่าวร่างกำยำหลายคนในเครื่องแต่งกายของจวนเหลียงอ๋อง พอเห็นสภาพริมสระ สีหน้าพวกเขาก็ซีดเผือดในพริบตา
“ท่านอ๋อง!”
“เหตุใดท่านอ๋องจึงมาอยู่ที่นี่!”
“เร็วเข้า! รีบพาท่านอ๋องขึ้นมา! หมอหลวง! ไปตามหมอหลวงมา!”
บ่าวร่างใหญ่หลายคนกรูกันเข้าไปล้อมหลี่เฉิงจิ่งอย่างลนลาน คนหนึ่งถอดเสื้อตัวนอกคลุมร่างเขา อีกคนกดจุดกลางเหนือริมฝีปาก ส่วนอีกคนก็ออกวิ่งไปตามหมอหลวงด้านหน้าแล้ว
ชุยชิงอี๋ค่อย ๆ ขยับหลบไปด้านข้าง เปิดทางให้พวกเขา
นางกำลังจะค่อย ๆ ถอยออกไปเงียบ ๆ ช่วยคนสำคัญก็จริง แต่ชื่อเสียงก็สำคัญเช่นกัน
เสียงแหลมบาดหูกระแทกใส่นางทันที
“ชุยชิงอี๋!”
ชุยชิงอี๋ “...”
นางค่อย ๆ หันกลับไป
ฮูหยินชุย หลี่ซื่อ ยกชายกระโปรงเดินเร็วรี่จากปลายระเบียงทางเดิน เบื้องหลังมีหญิงรับใช้หลายคนจากจวนองค์หญิงใหญ่ติดตามมาด้วย
ครั้นหลี่ซื่อเห็นชุยชิงอี๋เปียกโชกยืนอยู่ริมสระ ข้างกายยังมีบุรุษที่เปียกโชกไม่ต่างกันนอนอยู่ ใบหน้าเคร่งขรึมแต่เดิมก็พลันบิดเบี้ยวเป็นสีหน้าที่ชุยชิงอี๋คุ้นเคยยิ่งนัก
สีหน้าก่อนจะระเบิดโทสะ หลังสูดหายใจลึก
“เจ้า...” หลี่ซื่อกดเสียงต่ำ ทว่าความโกรธทำให้เสียงสั่นเล็กน้อย “เจ้ากำลังทำอะไร! โอบกอดบุรุษนอกเรือนเช่นนี้ ยังมีธรรมเนียมอยู่หรือไม่! เจ้ายังเห็นแก่หน้าตระกูลชุยอยู่หรือไม่!”
ชุยชิงอี๋ลอบคิดในใจ ขอบคุณท่านแม่เลี้ยงที่แสดงได้ตามมาตรฐาน ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
นางกลอกตาในใจ
แต่สีหน้ากลับเผยความตกใจ หวาดกลัว และน้อยเนื้อต่ำใจอย่างที่สุด
สวมบทบาทเป็นคนหลายหน้าอยู่ตั้งหลายปี ฝีมือการแสดงจึงฝังลึกถึงกระดูก
“ท่านแม่...” เสียงนางสั่นเครือ ขอบตาแดงก่ำ น้ำตาพลันเอ่อคลอ “ข้า...ข้าเพียงได้ยินเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือ พอมาถึงก็เห็นคนกำลังจมน้ำ จึง...”
“จึงอะไร!” หลี่ซื่อขึ้นเสียงสูงกว่าเดิม “จึงกระโดดลงไปโอบกอดบุรุษเช่นนั้นหรือ! เจ้าเป็นบุตรสาวตระกูลชุย มิใช่สตรีไร้กิริยาตามตลาด! เจ้ารู้หรือไม่ว่า...”
“ท่านอาสะใภ้”
เสียงสตรีแจ่มใสดังมาจากด้านหลังฝูงชน ขัดจังหวะคำตำหนิของหลี่ซื่อ
ชุยลิ่งอี๋แหวกฝูงชนเดินเข้ามา
นางกวาดตามองเหตุการณ์ตรงหน้า ทั้งชุยชิงอี๋ที่เปียกโชก เด็กหนุ่มในอาภรณ์งดงามซึ่งนอนอยู่บนพื้น และบ่าวจวนเหลียงอ๋องที่ยืนล้อมวงด้วยความตื่นตระหนก เพียงไม่กี่อึดใจก็เข้าใจเรื่องราวโดยคร่าว
“ท่านอาสะใภ้ บุรุษที่ตกน้ำคือท่านเหลียงอ๋อง” ชุยลิ่งอี๋กล่าวอย่างสุขุม
หลี่ซื่ออ้าปาก แต่เสียงกลับติดอยู่ในลำคอ
เหลียงอ๋อง
พระอนุชาแท้ ๆ เพียงพระองค์เดียวของฮ่องเต้ พระโอรสองค์สุดท้องของอดีตฮ่องเต้ และเป็นดวงใจของไทเฮา
ชุยลิ่งอี๋กล่าวต่อ “ชิงอี๋ผ่านมาทางนี้ พบว่าท่านเหลียงอ๋องตกน้ำ จึงยื่นมือเข้าช่วย ท่านอาสะใภ้โปรดระวังถ้อยคำด้วย”
น้ำเสียงของนางเรียบเฉย ทว่ายามกวาดตามองฝูงชนรอบข้างกลับเต็มไปด้วยความหนักแน่นที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง
แขกเหรื่อที่ได้ยินเสียงจึงตามมาดูเรื่องสนุก เดิมทีแววตายังแฝงความอยากรู้อยากเห็นคลุมเครืออยู่หลายส่วน แต่เมื่อได้ยินคำว่า “เหลียงอ๋อง” สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป
บางคนเริ่มกระซิบกระซาบกัน
“ที่แท้ก็ท่านเหลียงอ๋อง...”
“คุณหนูตระกูลชุยช่วยเหลือท่านเหลียงอ๋องหรือ”
“เคราะห์ดีนัก หากช้ากว่านี้อีกก้าว...”
หลี่ซื่อยืนนิ่งอยู่กับที่ ริมฝีปากขยับสองสามครั้ง แต่กลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ
ต่อให้นางหุนหันเพียงใดก็ยังเข้าใจว่า หากคำพูดเมื่อครู่แพร่ไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่แค่ “อบรมบุตรสาว” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “เนรคุณผู้มีพระคุณและลบหลู่ราชวงศ์”
ชุยชิงอี๋ลอบจุดธูปไว้อาลัยให้หลี่ซื่อในใจ
แต่ยามนี้นางไม่มีเวลามาจัดการเรื่องยุ่งยากที่หลี่ซื่อก่อขึ้น
สิ่งที่นางต้องทำคืออีกเรื่องหนึ่ง
ชุยชิงอี๋สูดจมูก หันไปหาชุยลิ่งอี๋แล้วคว้าแขนเสื้อของพี่หญิงร่วมตระกูลไว้ น้ำเสียงเจือสะอื้น
“พี่หญิง ข้าขอโทษ...”
ชุยลิ่งอี๋ชะงัก “เรื่องใดหรือ”
ชุยชิงอี๋ก้มหน้า สายตาหยุดอยู่บนเสื้อแขนแคบสีขาวจันทร์กับกระโปรงยาวสีครามหม่นที่เปียกโชกอยู่บนกาย
หยดน้ำไหลจากชายผ้าไม่ขาดสาย เนื้อผ้าประณีตเปียกจนยับย่น ต่อให้ซักอย่างไรก็คงไม่กลับคืนสภาพเดิม
“เสื้อผ้าชุดใหม่ของพี่...” น้ำเสียงของชุยชิงอี๋แผ่วเบาอ่อนหวาน น้ำตาหยดลงมาไม่ขาดสาย “ข้าเพิ่งยืมกระโปรงของพี่มา ก็ทำเสียหายเช่นนี้แล้ว...เมื่อกลับจวน ข้าจะชดใช้ให้พี่อีกชุด...”
ยิ่งพูดนางก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น ร่างเล็กผอมซุกอยู่ข้างชุยลิ่งอี๋ ริมฝีปากซีดขาวเพราะความหนาว เส้นผมยังมีหยดน้ำไหลลงมา เอาแต่กล่าวขอโทษไม่หยุด
เมื่อภาพนี้ตกอยู่ในสายตาผู้อื่น นางช่างน่าสงสารเสียจนผู้คนรู้สึกปวดใจ
สีหน้าของฮูหยินหลายคนที่ยืนดูอยู่พลันอ่อนลง
“เด็กคนนี้...”
“เป็นคุณหนูที่ดีแท้ ช่วยคนแล้วยังร้องไห้เช่นนี้อีก”
“เมื่อครู่ฮูหยินชุยก็เกินไปนัก เปิดปากก็ตำหนิ ไม่ถามไถ่เหตุผลสักคำ”
เสียงกระซิบกระซาบไม่ดังนัก แต่ก็มากพอจะเสียดแทงเข้าไปในหูของหลี่ซื่อ
สีหน้าของหลี่ซื่อยิ่งดูย่ำแย่ลง
ชุยลิ่งอี๋โอบชุยชิงอี๋อย่างเอ็นดู ถอดผ้าคลุมไหล่ของตนมาห่มให้นาง “อย่าร้องไห้เลย เสื้อผ้าช่างเถิด ขอเพียงเจ้าไม่เป็นไรก็พอ ไป ข้าจะพาเจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ระวังจะหนาวจนล้มป่วย”
ชุยชิงอี๋เอนกายพิงไหล่ชุยลิ่งอี๋อย่างว่าง่าย ปล่อยให้นางประคองเดินกลับไป
เมื่อผ่านข้างกายหลี่ซื่อ ฝีเท้าของนางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองหลี่ซื่อด้วยดวงตาแดงก่ำ แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “ท่านแม่ เป็นบุตรสาวที่หุนหันพลันแล่นเอง ทำให้ครอบครัวต้องลำบากแล้ว”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและหวาดหวั่น
หลี่ซื่ออ้าปาก ก่อนเค้นคำพูดแข็งกระด้างออกมาประโยคหนึ่ง “...เจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด”
ชุยชิงอี๋พยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วเดินตามชุยลิ่งอี๋ไป
ในจังหวะที่แผ่นหลังหันให้ทุกคน มุมปากของนางก็ยกขึ้นเล็กน้อย
ยินดีด้วยนะ ชุยชิงอี๋
ภารกิจวันนี้สำเร็จเกินเป้าหมาย
ข้อแรก ด่านฮูหยินผู้เฒ่าเจิ้งผ่านฉลุย เด็กสาวที่แม้แต่ถ้วยชาก็ยังถือไม่อยู่ ย่อมไม่มีทางปรากฏในรายชื่อผู้ที่ตระกูลเจิ้งหมายตา
ข้อสอง ช่วยชีวิตเหลียงอ๋องไว้ได้ ชีวิตก็ปลอดภัยแล้ว ขอเพียงเขายังมีชีวิต แผนเกษียณของนางก็มีรากฐาน
ข้อสาม แม่เลี้ยงพลั้งปากต่อหน้าผู้คน ส่วนนางเป็นสตรีน่าสงสารที่ร่ำไห้ขอโทษไปทั่ว ชื่อเสียงคราวนี้นับว่ากำไรงาม
ส่วนท่านเหลียงอ๋องที่นางช่วยขึ้นมาจากน้ำ ซึ่งยามนี้ยังหมดสติอยู่...
ชุยชิงอี๋กระชับผ้าคลุมไหล่ของชุยลิ่งอี๋ให้แน่นขึ้น ลอบกล่าวกับว่าที่ผู้อุปถัมภ์ซึ่งยังไม่เคยพบหน้ากันในใจว่า
ท่านอ๋อง หม่อมฉันขอรับคำชม
