อีกครู่ต่อมา อาหารก็เริ่มทยอยมาเสิร์ฟในห้องโถง ทุกคนทยอยนั่งประจำที่ หลี่เมิ่งยังนั่งโต๊ะเดียวกับโจวเหนียนและซุนเคอเคอเหมือนเดิม แต่มีการสลับที่นั่งกัน แถมยังมีคนหน้าไม่คุ้นอีกหลายคนมานั่งร่วมโต๊ะด้วย
คราวนี้ทางซ้ายของเธอเป็นชายวัยกลางคนที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่วนทางขวาเป็นหญิงสาวที่ทำแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งคู่กำลังคุยกันเรื่องสถานการณ์ตลาดในปีนี้กับแผนความร่วมมือบางอย่างในช่วงครึ่งปีหลัง
หลี่เมิ่งแทรกบทสนทนาไม่ค่อยได้ แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะฝืนแทรกอยู่แล้ว เธอนั่งกินเงียบ ๆ พลางฟังพวกเขาคุยกัน แล้วพยักหน้ายิ้มเป็นครั้งคราว
เธอตั้งใจกินสเต็กในจาน หนึ่งในความสนุกของการมางานเลี้ยงก็คือได้กินฟรี ตอนนี้เธอหั่นสเต็กได้คล่องแคล่วแล้ว กินสเต็กหนึ่งคำ จิบไวน์แดงหนึ่งอึก ข้าง ๆ ยังมีเรื่องให้ฟัง ผ่อนคลายและสบายใจสุด ๆ
คนอื่นไม่มาคุยเรื่องความร่วมมือก็มาเพื่อหานักลงทุน มีเพียงหลี่เมิ่งที่ตั้งหน้าตั้งตากินตลอดทั้งงาน
บางทีท่าทางผ่อนคลายเกินไปของหลี่เมิ่งอาจจะดูไม่เข้ากับบรรยากาศที่ทุกคนกำลังคุยกันอย่างออกรส ชายที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คุยไปได้ครึ่งทางก็หันมาถามเธอว่า “คุณหลี่ทำงานอยู่ในวงการไหนครับ”
“ฉันลงทุนอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ค่ะ” เธอตอบ “เพิ่งเริ่มต้นเอง”
เรื่องนี้ไม่ถือว่าโกหก เงินที่แลกมาจากคะแนนของระบบเธอก็นำไปใช้จ่ายจริง ๆ และการใช้จ่ายก็ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ลงทุนกับตัวตนและคุณภาพชีวิตของตัวเอง แต่เธอไม่ได้บอกรายละเอียดว่าลงทุนอะไรบ้าง ปล่อยให้มีช่องว่างคลุมเครือให้คนอื่นเดากันไป
