วันรุ่งขึ้น เจียงถงก็ไปบริษัทของเจียงเฟยเผิงด้วยกัน
เครือบริษัทเฟยเผิงคือทรัพย์สินทั้งหมดที่เจียงเฟยเผิงมี ตอนหย่ากับต่งย่าหลาน เขาได้เกาะเศรษฐีนีคนหนึ่งจนตั้งตัวได้ ช่วงหลายปีก่อน เครือบริษัทเฟยเผิงก็มีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย ทั้งธุรกิจอาหาร เส้นใยสังเคราะห์ และอื่น ๆ ล้วนมีหุ้นส่วนของเครือบริษัทเฟยเผิงอยู่
แต่เจียงถงรู้ไส้รู้พุงเจียงเฟยเผิงดี
ทั้งหยิ่งยโส พอมีเงินก็เหลิง ใช้เงินมือเติบ แถมยังไม่รู้จักวางแผนระยะยาว
ที่เขาตกต่ำมาถึงวันนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นผลกรรมที่ก่อไว้เอง!
เครือบริษัทเฟยเผิงกำลังย่ำแย่ เจียงถงตรวจดูบัญชีของบริษัทแล้วพบว่าขาดทุนไปเกินห้าล้านหยวน พนักงานก็พากันลาออกไปไม่น้อย ไม่รู้ว่าเจียงเฟยเผิงตกอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร
เจียงถงพูดว่า “ถ้าคุณเชื่อฉัน เรื่องการเงินให้ฉันช่วยดูแล จากนั้นค่อยเริ่มต้นใหม่ ภายในสามถึงห้าปีก็น่าจะใช้หนี้ห้าล้านได้หมด”
“สามถึงห้าปีเหรอ? นานขนาดนั้นเลย?” เจียงเฟยเผิงรอไม่ไหว “ทำให้ใช้หนี้หมดเร็วขึ้นไม่ได้หรือไง”
“แล้วคุณคิดว่าไงล่ะ? วิธีบริหารบริษัทของคุณมีปัญหาตั้งแต่แรก ต้องหาสาเหตุจากต้นตอแล้วค่อย ๆ แก้ ทุกอย่างต้องใช้เวลา เงินจะลอยมาหาเองได้ยังไง?”
เจียงถงยังคงยืนยันคำเดิม
“ถ้าคุณเชื่อฉันก็ปล่อยให้ฉันจัดการ อย่างน้อยสามถึงห้าปีก็ถือว่าเร็วแล้ว ฉันช่วยได้แค่นี้”
เจียงเฟยเผิงไม่เข้าใจว่าในหัวเจียงถงคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้ดื้อรั้นหัวแข็งขนาดนี้
“ไปขอร้องจิ่งเฉินสักครั้งสิ ปัญหาทุกอย่างก็จบแล้ว ไม่ต้องรอเป็นปี ๆ ด้วย”
“คุณเอาแต่คิดพึ่งคนอื่นไปหมด! แล้วครั้งหน้าล่ะ? ถ้าคราวหน้าขาดทุนสิบล้าน หรือมากกว่านั้น คุณยังจะไปขอร้องหลี่จิ่งเฉินได้อีกไหม? ทำไมถึงคิดอะไรไม่เป็นเลย?”
