หลิ่วซานเว่ยยืนจ้องประกาศหลวงหน้าประตูเมืองอยู่นานถึงหนึ่งก้านธูป กระทั่งขาทั้งสองข้างชาและท้องร้องโครกคราก เขาจึงได้สติกลับคืนมาในที่สุด
เขาเดินกลับไปอย่างคนใจลอย ตลอดทางชนคนถึงสามคน เหยียบหางสุนัขอีกหนึ่งตัว ถูกคนด่าถึงสองครั้ง ทว่าเขากลับไม่รู้สึกตัวเลย
เดินไปเดินมา เขาก็พบว่าตนเองมาถึงหน้าที่พักของจ้าวโส่วหลี่โดยไม่รู้ตัว
จ้าวโส่วหลี่กำลังนั่งกินมื้อค่ำอยู่ในลานบ้าน กินอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อเห็นใบหน้าของหลิ่วซานเว่ยที่บูดบึ้งยิ่งกว่าคนร้องไห้ จ้าวโส่วหลี่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนวางตะเกียบลง
“ซานเว่ย? เจ้าเป็นอะไรไป สีหน้าแย่ถึงเพียงนี้?”
หลิ่วซานเว่ยทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้โดยไม่เกรงใจ คว้ากาสุราของจ้าวโส่วหลี่มารินให้ตนเองหนึ่งจอก แล้วยกดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นก็วางจอกลงบนโต๊ะดังปึง พลางถอนหายใจยาว
“ท่านลุง วันนี้ข้าเห็นประกาศหลวงหน้าประตูเมืองแล้ว”
จ้าวโส่วหลี่คีบเนื้อขึ้นมาหนึ่งคำ เคี้ยวอย่างไม่เร่งร้อน “อ้อ เจ้าหมายถึงวิธีเลี้ยงสุกรแบบใหม่สินะ ถูกต้องแล้ว เฉินเส้าอันเป็นคนคิดขึ้นมา”
“เจ้าหนุ่มนั่นได้เฉิดฉายอีกแล้ว ฝ่าบาททรงชมเขาหลายประโยค บอกว่าเขา ‘ห่วงใยใต้หล้า เป็นประโยชน์ต่อแคว้นและประชาชน’”
“จุ๊ ๆ ๆ เจ้าไม่เห็นท่าทางของเขาในวันนั้น หางแทบจะชี้ขึ้นฟ้าอยู่แล้ว”
พอหลิ่วซานเว่ยได้ยินเช่นนั้น ก็ขบกรามแน่น
“เหตุใดเขาจึงประกาศออกมา? หากเก็บวิธีเลี้ยงสุกรนี้ไว้กับตัว จะทำเงินได้ตั้งเท่าไร เขาโง่หรือไร?”
จ้าวโส่วหลี่วางตะเกียบลง ยกจอกสุราขึ้นจิบคำหนึ่ง แล้วเอ่ยเนิบช้า
“เรื่องนี้เจ้าไม่เข้าใจ วิธีเลี้ยงสุกรนี้เฉินเส้าอันเป็นฝ่ายถวายขึ้นไปเอง”
“เขากล่าวต่อหน้าฝ่าบาทและองค์รัชทายาทว่า ‘กระหม่อมเห็นว่า หากวิธีนี้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนทั่วหล้า ทำให้ชาวต้าฉีทุกคนได้กินเนื้อสุกร ย่อมมีความหมายยิ่งกว่าการที่กระหม่อมได้ผลประโยชน์เพียงผู้เดียว’”
