หลิ่วซานเว่ยตัดสินใจแน่วแน่ รุ่งเช้าวันถัดมาก็ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่
เขาไม่ได้ตรงไปยังโรงงานของเฉินเส้าอัน หากแต่หาโรงน้ำชาแถวนั้น นั่งลงตรงที่นั่งริมหน้าต่าง สั่งชาราคาถูกที่สุดมาหนึ่งกา แล้วจ้องประตูไม้ที่ปิดสนิทฝั่งตรงข้ามอย่างไม่วางตา
ที่นั่นคือโรงงานที่เสิ่นอวิ๋นเหนียงทำงานอยู่ หน้าร้านไม่ใหญ่ ดูธรรมดาไร้จุดเด่น ทว่าผู้คนเข้าออกไม่น้อย
มีทั้งคนขับรถม้าขนของมาส่ง คนที่นั่งเกี้ยวมารับเสื้อผ้า ทั้งยังมีสาวใช้กับหญิงรับใช้สูงวัยอีกหลายคนแต่งกายภูมิฐานเดินเข้าออก ดูก็รู้ว่ามาทวงงานแทนนายของตน
หลิ่วซานเว่ยนั่งอยู่ในโรงน้ำชาตลอดทั้งเช้า ดื่มชาไปสามกา เข้าห้องส้วมสี่หน จนขาชาไปหมด ในที่สุดก็รอเบาะแสสำคัญได้
รถคันหนึ่งจอดอยู่หน้าร้านอวิ๋นฉาง บนรถมีถุงป่านพองตุงหลายใบวางซ้อนกัน
คนขับเป็นชายร่างกำยำ สวมเสื้อผ้าป่านแขนสั้น เสียงดังลั่น จนยืนอยู่ห่างไปครึ่งถนนยังได้ยินชัด
“แม่นางเสิ่น! ขนอ่อนเป็ดมาถึงแล้ว!”
มีคนงานสองคนออกมาจากข้างใน ช่วยกันยกถุงป่านเข้าไป
หลิ่วซานเว่ยหรี่ตามองอย่างละเอียด ปากถุงมัดแน่น ทว่ามีขนอ่อนสีขาวหลายเส้นปลิวออกมาตามรอยแยก ลอยไหวเบา ๆ กลางแดด
หลิ่วซานเว่ยพลันนึกขึ้นได้
เขาจำคนขับรถผู้นั้นได้ เป็นคนจากฟาร์มหมูของหงเป่า ก่อนหน้านี้ตอนทำงานในฟาร์มหมู เขาเคยเห็นอีกฝ่ายอยู่สองสามครั้ง
ที่แท้คนของหงเป่ากำลังส่งขนอ่อนเป็ดให้โรงงาน
หมายความว่าหงเป่าไม่ได้เลี้ยงแค่หมู แต่ยังช่วยเฉินเส้าอันจัดหาขนอ่อนเป็ดด้วย
หลิ่วซานเว่ยจ่ายค่าชาแล้วแอบตามรถคันนั้นไป
รถแล่นผ่านตรอกหลายสาย ก่อนจะไปหยุดหน้าตลาดสัตว์ปีกทางใต้ของเมือง
