หลิ่วหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบโบกมือปฏิเสธ “เช่นนี้ได้อย่างไร นี่เป็นของที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ท่าน ข้าเป็นเพียงนางกำนัล จะสวมผ้าไหมแพรพรรณได้อย่างไร ไม่เหมาะสมกับธรรมเนียม”
“ธรรมเนียมเป็นสิ่งตาย คนต่างหากที่ยังมีชีวิต” เฉินเส้าอันก้าวเข้ามา จับมือนางแล้วพาไปยังหน้าแพรพรรณกองนั้น
“เจ้าดูผ้ายกเมฆพับนี้สิ สีสวยเพียงใด เหมาะจะตัดเป็นกระโปรงให้เจ้าสักชุด อีกทั้งผ้าต่วนทอลายผืนนี้ ลวดลายประณีต จะตัดเป็นเสื้อคลุมสั้นสักตัวก็งามไม่น้อย”
หลิ่วหยามองผ้าไหมแพรพรรณหลากสีสัน เนื้อสัมผัสนุ่มนวล ความชอบฉายชัดขึ้นในดวงตาอย่างไม่อาจห้าม
สตรีคนใดบ้างจะไม่ชอบอาภรณ์งดงาม?
แม้นางจะเป็นนางกำนัลในวัง อาภรณ์ที่สวมใส่ในวันปกติล้วนเรียบง่ายสุภาพ ทว่าเมื่อได้เห็นผ้าแพรพรรณประณีตเหล่านี้ ในใจก็อดหวั่นไหวขึ้นมาไม่ได้
นางยื่นมือออกไป ลูบผ้ายกเมฆพับนั้นเบา ๆ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงเนื้อผ้านุ่มลื่น ดวงตาพลันเป็นประกาย ก่อนจะหม่นลงในทันใด แล้วชักมือกลับ
“ช่างเถิด... ข้าเป็นเพียงนางกำนัล หากสวมอาภรณ์ดีถึงเพียงนี้ คงถูกผู้อื่นนินทา”
เฉินเส้าอันมองท่าทางที่เห็นชัดว่านางชอบมาก แต่กลับไม่กล้ารับไว้ ในใจก็เกิดความสงสารจับใจ
เขาหยิบผ้ายกเมฆพับนั้นขึ้นมา ยัดใส่อ้อมแขนนางพร้อมกล่าวยิ้ม ๆ ว่า
“เจ้าเลือกผ้าไว้ก่อน แล้วค่อยเชิญช่างมาตัดเย็บอาภรณ์ รอวันหน้าข้าได้รับบรรดาศักดิ์โหวและแต่งเจ้า เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าก็สวมอาภรณ์งดงามเหล่านี้ได้แล้ว”
ใบหน้าของหลิ่วหยาพลันแดงลามไปถึงใบหู
นางประคองผ้ายกเมฆไว้ ก้มหน้าลง เสียงเบาราวเสียงยุง “ใคร... ใครจะให้ท่านแต่งกัน...”
