ไทเฮาทรงหยิบซูตงพัวชิ้นนั้นเข้าพระโอษฐ์ เคี้ยวเบา ๆ สองสามคำ
ฟักเขียวผ่านการตุ๋นเป็นเวลานานจนซึมซับรสเค็มกลมกล่อมของซอสและความเข้มข้นหอมละมุนของน้ำเห็ดหอมไว้เต็มที่ เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน แม้ไร้รสเนื้อ แต่กลับมีสัมผัสชวนให้นึกถึงเนื้อ
ไทเฮาพยักพระพักตร์อย่างพึงพอพระทัย “อืม ไม่เลว แม้เป็นอาหารเจ แต่รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม มิได้ด้อยไปกว่าอาหารเนื้อเลย”
องค์หญิงเล่อหนิงได้ยินดังนั้นก็สนพระทัยขึ้นมาทันที “เสด็จย่า หม่อมฉันก็อยากลองชิมเพคะ”
ไทเฮาทรงแย้มพระสรวล คีบชิ้นเล็ก ๆ ส่งไปจ่อพระโอษฐ์นาง
องค์หญิงเล่อหนิงอ้าพระโอษฐ์รับ เคี้ยวไปไม่กี่คำ ดวงตาก็พลันเป็นประกาย “อร่อยเพคะ! อร่อยยิ่งกว่าเนื้อจริงเสียอีก!”
ทุกคนต่างพากันหัวเราะ
ฮ่องเต้ตรัสกลั้วพระสรวล “เจ้าเด็กคนนี้ เมื่อครู่ยังบอกว่าหมูแดงอร่อยที่สุด บัดนี้กลับบอกว่าซูตงพัวอร่อยที่สุด ตกลงอย่างไหนอร่อยที่สุดกันแน่?”
องค์หญิงเล่อหนิงเอียงพระเศียรครุ่นคิด ก่อนตอบอย่างจริงจัง “อร่อยทุกอย่างเพคะ วันนี้อาหารทุกจานล้วนแต่อร่อย!”
ถ้อยคำไร้เดียงสาของเด็กน้อยทำให้ทั่วทั้งตำหนักพลันเปี่ยมด้วยเสียงหัวเราะอีกระลอก
องค์หญิงเล่อหนิงกลืนซูตงพัวในพระโอษฐ์ลงไป แล้วถามต่อว่า “พ่อครัวหลวงเฉิน เหตุใดจานนี้จึงเรียกว่าซูตงพัวเพคะ? ตงพัวหมายถึงอะไรหรือ?”
องค์รัชทายาทตรัสขึ้นทันที “ตงพัวนี่หมายถึงร้านอาหารแห่งหนึ่งบนเนินตงพัวที่ใดสักแห่งหรือ? นี่คงเป็นอาหารขึ้นชื่อของร้านนั้นกระมัง?”
เฉินเส้าอันชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตระหนักได้ว่าในโลกนี้ไม่มีคนชื่อซูตงพัว
