การฝึกซ้อมดำเนินไปอย่างราบรื่น
คนกว่ายี่สิบคนนั่งตัวตรงอยู่ในโถง เบื้องหน้าของแต่ละคนมีลูกคิดวางอยู่หนึ่งอัน ทันทีที่รองเจ้ากรมเจิ้งออกคำสั่ง เสียงลูกคิดกระทบกันดังแกร๊กกร๊ากราวกับห่าฝน
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม บัญชีเล่มหนาเป็นตั้ง ๆ ก็ถูกคำนวณจนกระจ่างชัด ทุกรายการตรงกัน ไม่มีคลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย
เสนาบดีกรมคลังถือผลการคำนวณที่ตรวจทานแล้วเป็นปึก ยิ่งอ่านก็ยิ่งพึงพอใจ เขาพยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนหันไปยิ้มให้อัครมหาเสนาบดีเหยียน
“อัครมหาเสนาบดีเหยียน ท่านเห็นหรือไม่ ความรวดเร็วนี้เทียบกับเมื่อก่อนที่ใช้กระดานนับแล้ว เร็วกว่ากันไม่รู้กี่เท่า เพิ่งเรียนรู้ได้ห้าวันก็เห็นผลถึงเพียงนี้ หากฝึกฝนสักสามเดือน เกรงว่าบรรดาเสมียนบัญชีของกรมคลังแต่ละคนคงทำงานแทนคนสิบคนได้แล้ว”
ยามที่สายตาของเหยียนซื่อฉงกวาดผ่านสมุดบัญชีเหล่านั้น ยังคงแฝงความเฉียบคมของขุนนางผู้กรำงานมาหลายปี
เขาพยักหน้าเล็กน้อย ลูบเคราพลางเอ่ยชม “ไม่เลว ไม่เลวจริง ๆ วันนั้นข้าได้เห็นวิชาคำนวณอันล้ำเลิศของพ่อครัวหลวงเฉินด้วยตาตนเองในท้องพระโรง ก็รู้แล้วว่าหากเผยแพร่วิชานี้ในกรมคลัง ย่อมเกิดประโยชน์ใหญ่หลวง บัดนี้ดูแล้ว กรมคลังจัดการเรื่องนี้ได้เหมาะสมดี”
เมื่อได้ยินคำชมจากอัครมหาเสนาบดี เสนาบดีกรมคลังก็ยิ้มจนหุบปากไม่ลง
เหยียนซื่อฉงยิ้ม ก่อนหยิบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาเปิดดูตามอำเภอใจ
เขาหรี่ตา ยกสมุดบัญชีออกห่างจากตัวแล้วขยับเข้ามาใกล้ สลับปรับระยะอยู่หลายครั้ง คิ้วค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน
ครู่หนึ่งต่อมา เขาวางสมุดบัญชีลง ยิ้มเจื่อนพลางกล่าวว่า
“ครานี้กรมคลังทำได้ดีจริง เพียงแต่... ข้าอายุมากแล้ว สายตาฝ้าฟาง ตัวอักษรเล็ก ๆ ในสมุดบัญชีเล่มนี้ช่างอ่านยากเหลือเกิน”
