บ่ายวันถัดมา แสงแดดสาดส่องเข้ามาในลานเรือนเล็ก อบอุ่นสบาย
เฉินเส้าอันกำลังนั่งอาบแดดอยู่ในลานเรือน พลันได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากนอกประตู จึงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นหลิ่วหยากำลังยืนยิ้มแย้มอยู่ตรงประตู
หลิ่วหยาเดินเข้ามาในลานเรือน ทว่าสายตากลับสะดุดเข้ากับสิ่งของสีขาวชิ้นหนึ่งที่วางอยู่บนม้านั่งหิน “เอ๊ะ นี่คือสิ่งใดหรือ?”
เฉินเส้าอันหยิบเสื้อกั๊กขนเป็ดสีขาวขึ้นมาสะบัดสองที ก่อนยื่นให้นาง “ลองดูสิ”
หลิ่วหยารับมา ทันทีที่สัมผัสก็ชะงักงัน
เสื้อตัวนั้นเบาอย่างน่าเหลือเชื่อ ผิดจากที่นางคิดไว้โดยสิ้นเชิง แต่เมื่อสัมผัสกลับนุ่มฟู ราวกับกำลังกอบก้อนเมฆไว้ในมือ
นางคลี่เสื้อออก แล้วพินิจดูอย่างละเอียด
มันเป็นเสื้อกั๊กแขนกุดสีขาว เนื้อผ้าเป็นผ้าสีพื้นเนื้อละเอียด บนผืนผ้ามีฝีเข็มเรียงถี่เป็นแนวขนาน แบ่งเสื้อกั๊กทั้งตัวออกเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็ก ๆ แต่ละช่องพองนูน ราวกับบรรจุสิ่งนุ่มนิ่มเอาไว้
“ฝีเข็มแปลกนัก” หลิ่วหยาพลิกเสื้อไปมา นิ้วมือไล้ผ่านแนวฝีเข็มที่เรียงอย่างเป็นระเบียบเบา ๆ
“เหตุใดจึงเย็บเสื้อให้เป็นช่องเล็ก ๆ เช่นนี้? แล้วข้างในบรรจุสิ่งใดไว้หรือ เหตุใดจึงทั้งเบาทั้งนุ่มเช่นนี้?”
เฉินเส้าอันเดินมายืนข้างนาง ชี้ไปยังช่องเล็ก ๆ เหล่านั้นพลางอธิบาย
“ข้างในบรรจุขนอ่อนเป็ด เป็นขนอ่อนที่ละเอียดและนุ่มที่สุดบริเวณท้องกับอกของเป็ด”
“มีคำกล่าวว่า สายน้ำแห่งวสันต์อุ่นขึ้น เป็ดย่อมรู้ก่อนใคร น้ำในฤดูใบไม้ผลิเย็นถึงเพียงนั้น แต่เป็ดกลับว่ายอยู่ในน้ำได้ ก็เพราะมีขนอ่อนชั้นนี้ช่วยเก็บความอบอุ่น”
