ราตรีค่อย ๆ ล่วงลึก ดวงจันทร์ลอยเด่นกลางนภา
เฉินเส้าอันเดินไปส่งหลิ่วหยากลับตำหนักฉางเล่อ ทั้งสองเดินเคียงกันไปตามทางเล็กใต้กำแพงวัง
ลมยามค่ำคืนช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์เริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด พัดใบไม้ริมทางให้เสียดสีกันดังซู่ซ่า ทั้งยังพัดปอยผมหน้าผากของหลิ่วหยาให้ปลิวไหว
หลิ่วหยาเผลอหดไหล่ โอบแขนทั้งสองไว้ตรงอก แล้วเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย
เฉินเส้าอันสังเกตเห็นท่าทางของนาง จึงหยุดฝีเท้า ถอดเสื้อตัวนอกของตนออก แล้วคลุมลงบนไหล่นางอย่างแผ่วเบา
“ยามค่ำอากาศเย็น สวมไว้เถิด”
เสื้อตัวนอกยังอุ่นด้วยไอร้อนจากกายเขา โอบคลุมไหล่ของหลิ่วหยาไว้อย่างอบอุ่น
หลิ่วหยาดึงสาบเสื้อเข้าหากัน ก้มลงสูดกลิ่นสบู่อ่อน ๆ ที่ติดอยู่บนเสื้อ พวงแก้มพลันร้อนผ่าว นางถามเสียงเบาว่า “แล้วท่านเล่า?”
“ข้าหนังหนาเนื้อหยาบ ไม่กลัวหนาวหรอก” เฉินเส้าอันยิ้ม ก่อนเดินต่อไป
หลิ่วหยาเดินอยู่ข้างกายเขา จัดเสื้อตัวนอกบนไหล่ให้กระชับ แล้วเอ่ยเสียงแผ่วว่า
“พอผ่านเทศกาลไหว้พระจันทร์ไป อากาศก็จะยิ่งเย็นลง อีกไม่กี่วัน ลมยามเช้าค่ำคงคมราวกับมีด กรีดจนใบหน้าปวดแสบ ท่านเส้าอันก็ควรจัดหาเสื้อผ้าเพิ่มบ้างแล้ว”
เฉินเส้าอันพยักหน้า “ข้าเพิ่งมาถึงหลินอันได้ไม่นาน ยังไม่ค่อยรู้ว่าฤดูหนาวที่นี่เป็นเช่นไร หนาวเพียงใดหรือ?”
“หนาวมากทีเดียว” หลิ่วหยาพรรณนาอย่างจริงจัง “พอถึงเดือนสิบสอง หิมะจะตกหนัก หลังคาเรือนกับลานบ้านล้วนขาวโพลนไปหมด แม้แต่สระน้ำก็ยังจับตัวเป็นน้ำแข็ง หนาจนยืนบนนั้นได้เชียวละ”
“ถึงตอนนั้น อากาศจะหนาวจนแม้แต่องค์หญิงน้อยที่ชอบออกไปเล่นที่สุดก็ไม่ยอมออกจากห้อง ตลอดทั้งวันเอาแต่ซุกตัวอยู่ข้างเตาถ่าน กอดเตาอุ่นมือไว้ไม่ยอมวาง”
เฉินเส้าอันจินตนาการภาพนั้นครู่หนึ่ง ก็พอจะนึกออกว่าหนาวเพียงใด
