เฉินเส้าอันยิ้มพลางอธิบายว่า “พริกหวานนำไปทำอาหารได้หลายอย่าง เมนูง่ายที่สุดก็คือผัดพริกหวานใส่เนื้อ หั่นพริกหวานเป็นเส้นหรือชิ้น แล้วผัดพร้อมเนื้อหมู น้ำมันจากเนื้อผสานกับกลิ่นหอมสดชื่นของพริกหวาน ทั้งหอมทั้งกินกับข้าวได้ดี”
“ยังทำพริกหวานยัดไส้เนื้อได้ด้วย ยัดไส้เนื้อเข้าไปในพริกหวาน นำไปทอดจนสุกแล้วเคี่ยวด้วยซีอิ๊ว หนังด้านนอกเกรียมนิด ๆ ส่วนไส้ข้างในก็หอมหวานสดอร่อย”
“อีกอย่างคือพริกหวานลายพยัคฆ์ นำพริกหวานทั้งลูกลงกระทะทอดจนผิวเหี่ยวย่น เติมซีอิ๊วกับน้ำส้มสายชูปรุงรสให้เปรี้ยวเผ็ดช่วยเจริญอาหาร จะกินกับโจ๊กหรือข้าวก็เลิศทั้งนั้น”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า “พริกหวานยังอุดมด้วยสารอาหาร กินเป็นประจำมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในฤดูร้อน กินพริกหวานสักหน่อยช่วยให้เจริญอาหาร”
หงเป่าฟังจนดวงตาเป็นประกาย กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ผัดพริกหวานใส่เนื้อ พริกหวานลายพยัคฆ์ แค่ฟังก็น่ากินแล้ว วันหลังเจ้าทำให้ข้าชิมสักสองสามจานเถิด”
จูต้าฉางยืนอยู่หน้าแปลงอีกฝั่ง มองพริกแดงสดฉ่ำราวกับจะหยดลงมา ใจเต็มไปด้วยความสงสัย
เห็นหงเป่ากินพริกหวานอย่างเอร็ดอร่อย เขาจึงคิดว่าพริกแดงคงไม่ต่างกันนัก แล้วเอื้อมมือเด็ดพริกแดงมาหนึ่งเม็ด เลียนแบบหงเป่า ใช้เสื้อเช็ดสองสามที ก่อนกัดเข้าไปคำโต
วินาทีถัดมา สีหน้าของจูต้าฉางก็แข็งค้าง
ใบหน้าของเขาแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไล่จากแก้มไปจนถึงหลังหู น้ำตาเอ่อขึ้นมาในดวงตาทันที
เขาอ้าปาก หอบหายใจถี่รัวราวกับปลาที่ถูกจับขึ้นจากน้ำ แลบลิ้นออกมา ใช้มือพัดอย่างบ้าคลั่ง พร้อมร้องเสียงอู้อี้ว่า
