เมื่อหลิ่วหยาพูดมาถึงท้ายประโยค เสียงของนางก็แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน น้ำตาเอ่อล้นดวงตาอีกครั้ง
เฉินเส้าอันนิ่งเงียบ
เขาไม่รู้ว่าควรปลอบนางอย่างไร จึงเพียงยื่นมือไปโอบไหล่นางเบา ๆ แล้วดึงเข้ามาใกล้ตน ก่อนเอ่ยเสียงต่ำว่า
“จะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว ต่อไปจะไม่เกิดเรื่องเช่นนี้อีก”
องค์หญิงเล่อหนิงแม้ยังเยาว์วัย แต่ก็เข้าใจถ้อยคำของหลิ่วหยา
นางวางมันฝรั่งที่กัดไปครึ่งหนึ่งลง วิ่งไปหาหลิ่วหยา แล้วยื่นมือน้อย ๆ ไปดึงแขนเสื้อนาง เงยหน้าขึ้นเอ่ยด้วยเสียงออดอ้อนว่า
“พี่หลิ่วหยา อย่าร้องไห้เลย ต่อไปมีข้าวโพด มีมันฝรั่งแล้ว จะไม่ต้องทนหิวอีก”
“ข้าจะให้พ่อครัวหลวงเฉินทำของอร่อยให้พี่กินมากมาย กินชดเชยส่วนของท่านพ่อท่านแม่พี่ด้วย”
คำพูดของนางทำให้หลิ่วหยาหัวเราะทั้งน้ำตา นางย่อตัวลงกอดองค์หญิงเล่อหนิง พลางกล่าวเบา ๆ ว่า “ขอบพระทัยองค์หญิงเพคะ”
องค์รัชทายาทยืนอยู่ข้าง ๆ มองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงันอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“แม่นางหลิ่ว วางใจเถิด ข้าขอสาบาน ณ ที่นี้ว่า ตลอดชีวิตของข้า จะทำให้ข้าวโพดกับมันฝรั่งปลูกทั่วทุกหย่อมหญ้าในแคว้นต้าฉี และจะไม่ให้ราษฎรต้าฉีต้องอดตายอีกแม้แต่คนเดียว”
สายลมสารทพัดผ่านท้องทุ่ง ทำให้คราบน้ำตาบนใบหน้าของหลิ่วหยาแห้งลง
คนกลุ่มหนึ่งเดินไปยังแปลงอีกสองแห่งที่อยู่ข้าง ๆ
แปลงหนึ่งปลูกมันเทศ เถาวัลย์เลื้อยคลุมทั่วพื้น ใบเขียวชอุ่มซ้อนทับกันเป็นชั้น ดูเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา
อีกแปลงปลูกถั่วลิสง ใบประกอบแบบขนนกไหวเอนเบา ๆ ตามสายลมสารท ดูอ่อนช้อยน่าทะนุถนอม
