“ใต้เท้าจ้าวมาพอดียิ่ง!” เผยฉงเหยียนหันไปมองเผยหยวนข่ายผู้เป็นบิดา
“ท่านพ่อ ใต้เท้าจ้าวกล่าวว่าจะไปจวนตระกูลลู่เพื่อหยั่งเชิงองค์รัชทายาทก่อน แล้วค่อยกลับมาหารือกับพวกเรา คิดว่าเขาคงสืบทราบความเป็นมาขององค์รัชทายาทจนกระจ่างแล้ว การมาครั้งนี้ย่อมนำข่าวดีมาด้วยเป็นแน่”
มือที่เผยหยวนข่ายกำลังคลึงลูกประคำมิได้หยุดชะงัก เพียงพยักหน้าเล็กน้อย “เชิญใต้เท้าจ้าวเข้ามา”
พ่อบ้านขานรับแล้วถอยออกไป ไม่นานก็พาท่านเจ้าเมืองจ้าวเดินเข้ามา
จ้าวเหิงจือก้าวเข้าสู่โถงใหญ่ด้วยใบหน้าเบิกบาน กวาดตามองผู้คนในห้อง ก่อนประสานมือยิ้มกล่าวว่า
“อ้าว ท่านเซี่ยกับประมุขตระกูลเสิ่นก็อยู่ด้วยหรือ? ช่างประจวบเหมาะยิ่ง จะได้ไม่ต้องให้ข้าเดินทางไปถึงสองจวน”
เซี่ยอวิ้นจือขมวดคิ้วเล็กน้อย วางถ้วยชาลง สายตาฉายแววพินิจพิเคราะห์
ส่วนเสิ่นว่านชวนยิ้มตาหยี ประสานมือทักทาย “ใต้เท้าจ้าวมาแล้ว เชิญนั่งเถิด”
จ้าวเหิงจือนั่งลงบนที่นั่งรับรอง รับถ้วยชาจากบ่าวรับใช้ จิบเบา ๆ แล้วเอ่ยชมว่า “ชาดี” ก่อนวางถ้วยลง พลางมองทุกคนด้วยรอยยิ้ม ทว่ากลับมิได้รีบร้อนเอ่ยปาก
เผยฉงเหยียนอดรนทนไม่ไหว โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วถามเสียงต่ำว่า
“ใต้เท้าจ้าว เพิ่งกลับจากจวนตระกูลลู่หรือ? เป็นอย่างไรบ้าง? องค์รัชทายาท...ถึงคราวสิ้นหนทางแล้วหรือยัง? พวกเราควรลงมือเมื่อใดจึงจะเหมาะ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าจ้าวเหิงจือยังคงเดิม ทว่านัยน์ตากลับไหววูบเล็กน้อย
เขาวางถ้วยชา กระแอมเบา ๆ แล้วกล่าวอย่างเอื่อยเฉื่อยว่า
“ฉงเหยียนหลานชาย วันนี้ข้าไปเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทที่จวนตระกูลลู่ ได้ข้อคิดลึกซึ้งยิ่งนัก”
เผยฉงเหยียนชะงัก รู้สึกว่าน้ำเสียงของจ้าวเหิงจือฟังดูแปลกไป แต่ก็ยังถามต่อไปตามเรื่อง “ใต้เท้าจ้าวได้ข้อคิดอันใดหรือ?”
จ้าวเหิงจือปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม น้ำเสียงหนักแน่นขึ้น
