เผยหยวนข่ายชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองเผยฉงเหยียน “ฉงเหยียน จงเตรียมของกำนัลชิ้นใหญ่ แล้วไปจวนลู่กับข้า เพื่อเข้าเฝ้าองค์รัชทายาท”
เผยฉงเหยียนอ้าปาก คล้ายอยากเอ่ยบางอย่าง แต่เมื่อสบกับแววตาเด็ดขาดของบิดา สุดท้ายก็กลืนคำพูดที่จ่ออยู่ปลายลิ้นกลับลงไป ก้มหน้าประสานมือกล่าวว่า “ขอรับ ท่านพ่อ”
เมื่อเห็นเช่นนั้น จ้าวเหิงจือก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกคำด้วยรอยยิ้ม ดวงตาฉายแววภาคภูมิใจอยู่เล็กน้อย
เขาลุกขึ้นยืน ประสานมือคำนับทุกคน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าผู้เฒ่าขอตัวกลับที่ว่าการก่อน ยามบ่าย ข้าจะนำเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊แห่งจินหลิงไปยังจวนลู่ เพื่อเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทอย่างเป็นทางการ”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างองอาจ
ในโถงเหลือคนอยู่สี่คน แต่ละคนต่างมีความคิดของตน
เซี่ยอวิ้นจือถอนหายใจอย่างโล่งอก สีหน้าสงบนิ่ง
เสิ่นว่านชวนยิ้มตาหยี ครุ่นคิดว่าจะมอบของกำนัลชนิดใดจึงจะเอาใจองค์รัชทายาทได้ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองจนเกินไป
เผยหยวนข่ายมีสีหน้าเรียบเฉย แววตาลึกล้ำดุจบ่อน้ำ
ส่วนเผยฉงเหยียนยืนนิ่งอยู่กับที่ กำหมัดแน่นไม่คลาย
จนถึงบัดนี้เขาก็ยังคิดไม่ตกว่า จ้าวเหิงจือจิ้งจอกเฒ่าผู้นั้นเห็นสิ่งใดในจวนลู่กันแน่
ข่าวที่ว่าตระกูลใหญ่สามตระกูลที่เหลือในเมืองจินหลิงเห็นพ้องจะสนับสนุนองค์รัชทายาทตามคำเกลี้ยกล่อมของใต้เท้าเจ้าเมือง แพร่ไปถึงจวนลู่อย่างรวดเร็ว
ยามองค์รัชทายาทได้ยินข่าวนี้ กำลังหารือแผนการขั้นต่อไปกับเฉินเส้าอันอยู่ในเรือนของอีกฝ่าย
ลู่เจาหนี่ยนเป็นผู้วิ่งมาแจ้งข่าวด้วยตนเอง ใบหน้าเปี่ยมสุข
“องค์รัชทายาท! ใต้เท้าเจ้าเมืองจ้าวเหิงจือเพิ่งประกาศสนับสนุนพระองค์ต่อหน้าทุกคนในตระกูลเผย ทั้งยังกล่าวว่าจะนำเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊แห่งจินหลิงมาเข้าเฝ้า ตระกูลเซี่ยกับตระกูลเสิ่นก็ส่งเทียบมาแล้ว แม้แต่ตระกูลเผยก็เตรียมของกำนัลชิ้นใหญ่ บอกว่าจะมาเข้าเฝ้าพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
